คำอธิบายเทคโนโลยี
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ประสบความสำร็จพัฒนา “เครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น” ประสิทธิภาพเยี่ยมผลิตน้ำมะขามพร้อมปรุง คุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดระดับสากล พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยก้าวไกลในตลาดโลก
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “เครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น” ให้กับบริษัท บี บี ฟูดส์ โปรดิวซ์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านการผลิตน้ำมะขามพร้อมปรุง ส่งออกจำหน่ายไปยังสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรป เครื่องดังกล่าวฯ มีประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมะขามเข้มข้นถึง 600 ลิตรต่อชั่วโมงทั้งนี้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้จากที่ผ่านจากเครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น จะมีความสะอาด ถูกสุขอนามัย และได้มาตรฐานสากล นับเป็นนวัตกรรมที่เหมาะอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวไกลในตลาดโลก 
เครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น เป็นนวัตกรรมต่อยอดที่ วว. พัฒนาจากเครื่องแยกกากน้ำมะขาม โดยได้ออกแบบ พัฒนา และปรับปรุง ให้เครื่องฯ มีประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องให้มีมากขึ้นกว่าเดิมถึง 50 % และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการผลิตจากเครื่องฯ ยังมีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ วว.รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนในการสนันสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
ตัวเครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น ประกอบจากวัสดุภายในประเทศทั้งหมด มีกำลังการผลิตประมาณ 600 ลิตรต่อชั่วโมง เครื่องมีขนาด 110 x 115 x 120 เซ็นติเมตร3 (กว้าง*ยาว*สูง) ใช้มอเตอร์ขนาด 3-5 แรงม้า โครงสร้างทั้งหมดทำด้วยสแตนเลสเกรดใช้กับงานอาหาร
โดยมีหลักการทำงานของเครื่อง อาศัยหลักการแยกน้ำมะขามออกจาก กาก เปลือกและเม็ด ผ่านการกรอง 2 ระดับ คือ การกรองหยาบและกรองละเอียด
โดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้
เมื่อนำน้ำมะขามที่ผ่านการละลายกวนผสมกับน้ำร้อนแล้ว ใส่ถังสำหรับป้อนวัตถุดิบของชุดกรองหยาบ จากนั้นน้ำมะขามจะไหล่ผ่านเข้าไปยังชุดกรองหยาบ ส่วนที่ไม่สามารถผ่านตะแกรงมาได้ ก็จะถูกกวาดโดยใบกวาดไปยังที่ปล่อยกาก สำหรับส่วนที่ถูกบีบผ่านชุดกรองหยาบแล้ว จะถูกส่งผ่านท่อส่งเพื่อไหลต่อไปยังถังสำหรับป้อนวัตถุดิบของชุดกรองละเอียด เพื่อเข้าไปยังชุดกรองละเอียดอีกครั้ง โดยน้ำมะขามที่ถูกบีบผ่านชุดกรองละเอียดแล้ว จะถูกส่งออกไปยังภาชนะรองรับที่จะเก็บน้ำมะขามเพื่อการใช้งานต่อไป โดยน้ำมะขามที่ได้จะเป็นน้ำมะขามที่ปราศจากการปะปนของกาก เปลือก และเม็ด สะอาด ถูกสุขลักษณะ และได้มาตรฐานสากล
ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำไปผลิตเป็นน้ำมะขามพร้อมปรุง น้ำมะขามพร้อมดื่ม หรือซอสปรุงรสจากมะขาม นอกจากนี้เครื่องฯ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบอื่นๆได้หลากหลายชนิด อาทิ องุ่น มะม่วง มะเขือเทศ สำหรับผลิตเป็นน้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. โทร. 0 2577 9000 , 0 2577 9133 ในวันและเวลาราชการ หรือที่ E-mail : tistr@tistr.or.th
แหล่งอ้างอิง : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
http://www.clinictech.most.go.th/techlist/0214/food/00000-851.html
29.5.51
เครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น
เขียนโดย
GMan572
ที่
11:15
0
ความคิดเห็น
การผลิตน้ำหวาน(Syrup) กล้วยเข้มข้น(Production Process of Syrup from Banana
กล้วยเป็นผลไม้เขตร้อนชื้น ที่ปลูกง่าย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Musa sp. ผลของกล้วยมีคุณค่าทางอาหารต่อมนุษย์มาก เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ มีโปตัสเซียมสูงและวิตามินโดยเฉพาะ วิตามินซี วิตามินอี บี1 บี2 บี3 บี6 และ บี12 นอกจากนั้นยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็น(Essential amino acid) ที่สำคัญ เช่น Tyrosine, Phenylalanine และ Tryptophan ซึ่งจำเป็นต่อร่างกายในด้านการสร้างสารเคมีสำหรับการส่งผ่านคลื่อนสมอง(Neuro-transmission) 
น้ำหวานกล้วยเข้มข้น ผลิตโดยนำน้ำกล้วยมาผ่านกระบวนการกรองใสแบบอัลตรา(Ultrafiltration) แล้วจึงผ่านกระบวนการทำระเหยแบบสูญญากาศที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อให้ได้น้ำหวานกล้วยเข้มข้นโดยยังคงประโยชน์ของสารอาหารและวิตามินไว้ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์พลอยได้อีกหลายอย่าง เช่น น้ำส้มสายชูกล้วย, ซอสพริกกล้วย, ไวน์กล้วย และเครื่องดื่มให้พลังงานจากกล้วย
กล้วยมีสารประกอบโพลีฟีนอล(Polyphenol) ซึ่จะทำปฏิกริยากับออกซิเจนในอากาศโดยการกระตุ้นของเอนไซม์โพลีนอลออกซิเดส(Polyphenol oxidase) ที่มีอยู่ในธรรมชาติในกล้วยเอง ทำให้เกิดสารสีน้ำตาล (Browning effect) ที่เรียกว่า Melanin ดังนั้นการทำน้ำหวานเข้มข้นจากกล้วย หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จำเป้นต้องแก้ปัญหาการเกิดสีน้ำตาลดังกล่าว ซึ่งสามารถทำได้โดยการปรับค่า pH ให้ไม่เกิน 4.5 ด้วยกรดซิตริค(Ctric acid) หรือกรดแอสคอร์บิค(Ascorbic acid) เพื่อลดประสิทธิภาพของเอนไซม์โพลินิลออกซิเดส และเติมสารยัลยั้ง(Inhibitor) การเกิดปฏิกริยาต่อเนื่องกับอกซิเจน สารยับยั้งหรือแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เลือกใช้เป็น ไบโอโพลิเมอร์แอนตี้ออกซิแดนท์
คุณสมบัติ
มีความใส สีเหลืองเหมือนน้ำผึ้ง มีความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 70 Brix
สามารถรักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้สูงสุด
สามารถนำไปใช้ต่อในเชิงอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้
มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ขยายและพัฒนาต่อเนื่องได้ เพื่อสร้าง/ขยายแนวของผลิตภัณฑ์ (Product Line) ในอนาคต
ประโยชน์
น้ำผลไม้จากกล้วยสามารถนำไปปรับความเข้มข้น โดยการเจือจางด้วยน้ำบริสุทธิ์ให้ได้ความเข้มข้นที่เหมาะสมในการดื่มเป็น Banana juice(10-15% Brix) และอาจนำไปปรุงแต่งรสและกลิ่น และ/หรือนำไปผสมน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มอย่างอื่น
ไซรับกล้วยสามารถนำไปใช้เป็นหัวเชื้อน้ำเชื่อมในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ผสมไอศกรีม ใช้ในเบเกอรี่ ใช้ผสมเครื่องดื่มทั้งที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮล์
ที่มา : มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
http://www.clinictech.most.go.th/techlist/0214/food/00000-331.html
เขียนโดย
GMan572
ที่
11:12
0
ความคิดเห็น
รถตัดหญ้านั่งขับแบบ 3 ล้อ รุ่น 583
คำอธิบายเทคโนโลยี
เป็นรถตัดหญ้าขับเคลื่อนตังเองได้

เป็นรถตัดหญ้าขับเคลื่อนตังเองได้ ไม่ต้องออกแรงเข็น ลดความเหน็ดเหนื่อยของผู้ปฎิบัติงานทำให้ได้ผลงานมากขึ้น ประหยัดค่าแรงงาน ล้อทั้ง 2 ข้าง ขับเคลื่อนเป็นอิสระต่อกัน ทำให้เลี้ยวซ้าย – ขวาได้เบาแรง เหมาะสำหรับตัดหญ้าในสวนผลไม้พื้นที่ลาดชัน ต่ำๆ สูงๆ สามารถเข็นตัวรถให้เดินหน้าถอยหลังได้ โดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ การบำรุงรักษาง่าย น้ำหนักเบาผลิตในประเทศไทย อะไหล่หาซื้อได้ทั่วไปราคาประหยัด
1. ขนาดตัวถังกว้าง(กว้าง x ยาว x สูง) 80 x 230 x 90 ซม.
2. ความเร็วในการขับเคลื่อน3.5 กม.ชม
3. ปรับระดับหญ้าสูง-ต่ำได้ ความก้างแนวตัดหญ้า 52 ซม.
4. ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 แรงม้า
5. น้ำหนักตัวถังรถ 120 กก.
บริษัท จักรวานคาร์เซ็นเตอร์ จำกัด
52 หมู่ที่3 ถนนพหลโยธิน กม.61 อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา 13170
โทร (035) 271235,215049 fax(035)215049 Mobile: (09)6611202
http:/www.jakkawan.net
http://www.clinictech.most.go.th/techlist/0214/agriculture/00000-422.html
เขียนโดย
GMan572
ที่
11:08
0
ความคิดเห็น
บล็อกประสาน วท.
บล็อกประสาน วท. คือ บล็อกที่ วท. ออกแบบและพัฒนาให้มี ลักษณะพิเศษ เพื่อการใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ในการนำไปใช้งานโดยมีรูร่องและเดือยบนตัวบล็อกที่สามารถก่อประสาน กันทั้งแนวนอนและแนวดิ่งได้โดยไม่ต้องใช้ปูนก่อ หรือก่อทีละก้อนเหมือน บล็อกแบบดั้งเดิมและสามารถนำมาวางซ้อนกันตลอดความยาวของผนังสูง ครั้งละประมาณ 10 แถว แล้วใช้น้ำปูนทรายหยอดลงในรูของบล็อก ทำให้ ก่อสร้างได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องใช้ช่างฝีมือในการก่อสร้าง จึงเรียกบล็อก แบบนี้ว่า “บล็อกประสาน วท.” 
วัสดุที่ใช้ผลิตบล็อก
มีให้เลือกใช้หลายชนิดตามแต่จะหาได้ เช่น
1. ดินปนทรายสีแดง ซึ่งมีเนื้อละเอียด ไม่มีเม็ด นำมาร่อนก่อน ผสมซีเมนต์
2. ดินลูกรังแดงมีเม็ดหินปน นิยมใช้ทำถนนนำมาบดผ่านตะแกรง ขนาดไม่เกิน 4 มม.
3. หินฝุ่น ซึ่งใช้ทำคอนกรีตบล็อก ควรบด-ร่อนก่อน
4. หินชนวนผุนำมาบดผ่านตะแกรง 4 มม.
5. เศษศิลาแลงนำมาบดผ่านตะแกรง 4 มม.
วิธีการผลิตบล็อกประสาน วท.
1. นำดินมาผึ่งให้แห้ง นำไปร่อนหรือบด
2. ผสมปูนซีเมนต์:ดิน ในอัตราส่วน 1:7 หรือ 1:8
3. พรมน้ำพอชื้นคลุกเคล้าจนทั่ว
4. นำไปอัดด้วยเครื่องใช้แรงคน หรือเครื่องไฮดรอลิก
5. บ่มในที่ร่ม 14 วัน จึงนำไปใช้งานได้
ในปัจจุบัน วท. ได้ผลิตบล็อกประสานออกมาเป็น 2 แบบ เพื่อให้ เหมาะกับการใช้งาน
1. บล็อกตรงหรือทรงสี่เหลี่ยมใช้สำหรับก่อสร้างอาคาร
บล็อกเต็มก้อน 12.5 x 25 x 10 ซม.
ขนาดครึ่งก้อน 12.5 x 12.5 x 10 ซม.
2. บล็อกโค้งใช้สำหรับก่อสร้างถังเก็บน้ำ
ขนาด 15 x 30 x 10 ซม.
เครื่องอัดบล็อกประสาน
- เครื่องอัดด้วยแรงคน
1. เป็นเครื่องอัดด้วยแรงคนแบบมือโยก
2. สามารถเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ก่อสร้างได้สะดวก
3. การใช้งานและบำรุงรักษาไม่ยุ่งยาก
4. สามารถผลิตได้วันละประมาณ 400-800 ก้อน ขึ้นอยู่กับจำนวนแรงงานและความชำนาญ
- เครื่องอัดไฮดรอลิก
เป็นเครื่องอัดแบบอุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือในระดับ หมู่บ้าน โดยพัฒนาจากเครื่องอัดมือโยกมาเป็นเครื่องอัดไฮดรอลิก
- สามารถผลิตได้วันละประมาณ 1,000-1,300 ก้อน
- อัดได้ทีละ 2 ก้อน
เครื่องอัดบล็อกตรงสำหรับก่อสร้างอาคาร
เครื่องอัดบล็อกโค้งสำหรับถังเก็บน้ำ
ขั้นตอนการทำบล็อกประสาน วท.
หลังจากกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมของดินที่จะใช้ในการทำบล็อก ประสาน วท. ในห้องปฏิบัติการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการอัดบล็อก หาก ดินเป็นก้อนควรผ่านการบดก่อนนำไปร่อน ผ่านตะแกรงขนาด 4 มม. หรือ เล็กกว่า ถ้าดินมีความชื้นมากควรนำไปตากให้แห้ง ก่อนนำมาผสมกับ ซีเมนต์เพื่อให้คลุกเคล้าได้สม่ำเสมอ การผสมควรผสมแห้งก่อนแล้วค่อย เติมน้ำ น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด ใช้ผสมในระหว่างการคลุกเคล้าดินและ ซีเมนต์ในปริมาณที่พอเหมาะ ปกติจะใช้น้ำประมาณ 10% (โดยปริมาตร) หลังจากนั้นนำดินที่ผสมแล้วเข้าเครื่องอัด การอัดควรอัดในทันทีที่ผสม เสร็จเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ บล็อกประสาน วท. ที่อัดเป็นก้อนแล้ว ควรกองเก็บและบ่มในที่ร่ม
การบ่ม
หลังจากนำบล็อกออกจากเครื่องอัดแล้ว 12 ชั่วโมง ให้บ่มโดยใช้น้ำ พรมหรือราดให้ชุ่มติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน เมื่อพ้น 3 วันแล้ว ให้นำไปวาง ซ้อนกันบนพื้นที่เรียบ คลุมด้วยแฝกฟางหรือใบไม้จนมีอายุครบอย่างน้อย 14 วัน จึงนำไปใช้งานได้ ถ้าจะให้ได้กำลังสูงสุด ควรบ่มต่อไปจนครบ 28 วัน
การก่อสร้างอาคารด้วยบล็อกประสาน
วท. อาคารชั้นเดียว
1. ขุดดินเทฐานหรือคาน คสล. ตามแนวผนังที่จะก่อ
2. นำบล็อกวางเรียง เพื่อวัดความกว้างยาวของอาคาร ปรับระยะ ให้พอดีกับขนาดของบล็อก โดยเพิ่มทีละก้อนหรือครึ่งก้อนเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดบล็อก
3. ก่อบล็อกแถวแรกด้วยปูนทราย เพื่อทำระดับผิวหน้าให้เท่ากัน ใช้ปูนทรายปรับระดับ (ปูนซีเมนต์:ทราย = 1:3 โดยปริมาตร)
4. วางทับซ้อนกันครั้งละประมาณ 10 แถว จึงหยอดน้ำปูนผสม ทรายละเอียดที่มีลักษณะเป็นครีมเหลวลงในรูบล็อกทุกรูให้เต็ม สำหรับ บริเวณที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ เช่น บริเวณมุมห้อง เสาหรือจุดที่ รับโครงหลังคา ควรเสริมเหล็ก 6 มม. ไว้เพื่อยึดอะเส หรือโครงหลังคา
5. เมื่อก่อครบจำนวนแถว (ประมาณ 30 แถว) จึงวางอะเส วาง โครงหลังคามุงหลังคาซึ่งปกติจะใช้โครงเหล็ก ไม้ หรือคอนกรีต
วิธีผสมปูนหยอด
1. ร่อนทรายละเอียดผสมปูนซีเมนต์ อัตราส่วน 1:3 โดยปริมาตร
2. ผสมน้ำจนเหลวเป็นครีม
3. ใส่ถังฝักบัวที่ถอดหัวฝักบัวออกและหยอดน้ำปูนในรูบล็อกให้ เต็มทุกรูอย่าให้ล้น ก่อนหยอดควรกรอกน้ำลงในรูทุกรูให้ชุ่ม
4. ทำความสะอาดผนังในจุดที่เปื้อนปูน โดยใช้น้ำล้างหรือฟองน้ำ ชุบน้ำเช็ดก่อนที่น้ำปูนจะแห้ง (ไม่เกิน 15 นาที)
5. ในกรณีที่น้ำปูนรั่ว ให้ใช้ทรายแห้งกำใส่มือหรือใช้ฟองน้ำชุบน้ำ บิดให้หมาด แล้วอุดบริเวณที่รั่วทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาที
ข้อดีของอาคารที่สร้างโดยบล็อกประสาน วท.
1. ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น มีความแข็งแรง ทนทาน
2. ก่อสร้างง่าย รวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้ทั้งเสา ไม้แบบ และการฉาบ ปูน
3. ประหยัดราคาในการก่อสร้างโดยใช้แรงงานในท้องถิ่น
4. มีความสวยงามตามธรรมชาติ ไม่ต้องทาสี
5. สร้างงานและอาชีพเสริมให้แก่ประชาชนในชนบท
6. ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยลดการตัดไม้ทำลาย
--------------------------------------------------------------------------------
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
โทรศัพท์ 0-2577-9000
โทรสาร 0-2577-9009
196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
E-mail: hotline@tistr.or.th
กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี
ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
โทรสาร: 0-2246-8106
เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
อีเมล์ : helpdesk@most.go.th
http://www.tistr.or.th/t/publication/page_area_show_bc.asp?i1=76&i2=30
การทำบล็อกยางปูพื้น และยางขวางถนนจำกัดความเร็วด้วยยางพารา 
คำอธิบายเทคโนโลยี
การทำผลิตภัณฑ์ยางปูพื้น และยางขวางถนนจากยางพารา
1. วัตถุดิบยางและสารเคมี : ยางพารา ยางรีเคลม แคลเซียมคาร์บอเนต ดินขาว ซิงก์ออกไซต์ กรดสเตียริก น้ำมันแนพธีนิก(napthenic pil), สารกันเสื่อม(antioxidant), Mercaptobenzothiazoldisulfide(MBTS), Diphenyl guanidine(DPG), กำมะถัน
2. เครื่องจักรและอุปกรณ์ : เครื่องชั่ง เครื่องบดผสมยางกับสารเคมี เครื่องอัดไฮดรอลิกพร้อมแผ่นความร้อน แบบพิมพ์
บล็อกยางปูพื้น และยางขวางถนนจำกัดความเร็วจากยางพารา ที่กรมวิทยาศาสตร์บริการได้วิจัยและพัฒนาขึ้นนี้ มีรูปแบบ / สีสันสวยงาม ทนทาน ให้ความปลอดภัยในการใช้งานสูงเมื่อเปรียบเทียบกับบล็อกอิฐปูพื้น และวัสดุต่าง ๆ ที่นำมาใช้วางขวางถนนเพื่อจำกัดความเร็วรถยนต์ วัตถุดิบที่ใช้ผลิตคือยางพาราประมาณ 90 % ยางรีเคลม ( ยางรถยนต์รีไซเคิล ) ประมาณ 30 % และแคลเซียมคาร์บอเนต (ผงหินอ่อน) ประมาณ 30 % ซึ่งเป็นวัตถุดิบภายในประเทศ ส่วนที่เหลืออีก 10 % เป็นสารเคมีที่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้สนใจสามารถขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปผลิตในเชิงพาณิชย์ได้
คุณสมบัติเด่น
1. สวยงาม ปลอดภัย ติดตั้งง่าย ทนทาน ราคาไม่แพง แข่งขันได้
2. ใช้วัตถุดิบภายในประเทศและเทคโนโลยีการผลิตไม่ซับซ้อน
3. มีศักยภาพด้านการตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
กลุ่มเป้าหมาย
1. โรงงานอุตวาหกรรมยางที่ต้องการทำผลิตภัณฑ์ยางชนิดใหม่
2. วิสาหกิจชุมชนที่มียางพาราเป็นวัตภุดิบ
ติดต่อ โครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวี
กรุงเทพฯ 10400
โทร 0-2201-7160 โทรสาร 0-2201-7159
ที่มา : กรมวิทยาศาสตร์บริการ
เขียนโดย
GMan572
ที่
10:55
0
ความคิดเห็น
16.5.51
สมอง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อ ซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจมันสมองของวิเคษในตัวท่าน
1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็น
คนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลีย ทำงานช้าลง เข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมอง เมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์ ได้ทดลองเรื่องนี้ ว่าจริงไม่จริงอย่างไร ก็พบว่าไม่จริง
สมองเพลียกับใครไม่เป็น เพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อ ไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อ พลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียนเปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลย
อาการที่ใกล้กับความเพลียของสมอง ก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆ สักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อย ใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอน เช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่าน ดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่า
ท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงาน และไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น
2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุด
สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย มีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆ
สมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12 พันล้านตัว แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่า แอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite)สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อของกระแส ไฟฟ้าในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่
3.อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญ นักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคน โดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆ ถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจ สักหน่อย แต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลย เพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่าย เท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆ มักจะฉลาดกว่าคนอื่น
แต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้ จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือ
นักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง มีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึก ตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงาน ไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมี ไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์น อาดัมส์, อับราฮัม ลินคอล์น, นโปเลียน,เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆ แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ คืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้
4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกัน
ความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่า ก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้ สมองเสื่อม ความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้ดังนี้ แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุ ความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียน การเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหว ดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรค หรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้ ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้ เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น
5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอ
สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อ ตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้น ท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอ ความจำของท่านก็จะดีขึ้น คือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้น มีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจ กำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมอง ทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจหรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหา
หรือความยากลำบากต่างๆ กำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น
6. จิตใต้สำนึก คลังอันน่ามหัศจรรย์
ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่า จิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษ และความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกอง แต่มันน่าประหลาด ที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้ มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลัน ทันด่วน และแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว จิตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิต อย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำ เจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผล
จิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้น ก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่
มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้าน แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้น มันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียดคนหน้าดำ
นักจิตวิทยากล่าวว่า หากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้ อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่ เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้า จิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเอง ถ้าเราเป็นคนขลาดขี้อาย เราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาด เราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเอง
FW
เขียนโดย
GMan572
ที่
10:29
0
ความคิดเห็น
15.5.51
ปลูกผักดาดฟ้าบ้าน


ทุกวันนี้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเสื่อมทรามลงทุกวัน เงินกลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ ผู้คนต่างพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งเงินตรา จนไม่คำนึงว่าสิ่งที่ได้กระทำนั้นส่งผลอย่างไรต่อคนอื่นๆ ในสังคมอย่างที่โฆษณาชุดหนึ่งได้สะท้อนผ่านเด็กขี้บ่น ว่าลูกชิ้นใส่แป้งอะไรๆก็ใส่แป้งอาหารที่เราบริโภคกันทุกวันนี้ นอกจากจะแพงแล้วยังด้อยคุณภาพและเต็มไปด้วยสารพิษมากมายผักผลไม้นั้นอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารแต่เสียดายที่เต็มไปด้วยสารพิษทางการเกษตรกะนั้นเรามาปลูกผักทานเองกันเถอะ นอกจากจะได้ทานผักสดสะอาดปลอดสารพิษ แปลงผักในบ้านของคุณยังช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แปลงผักสวนครัวจะช่วยคุณประหยัด เศรษฐกิจครัวเรือนของคุณที่จะดีขึ้นแน่นอน ถ้าปลูกได้มากเกินจะทานไหวยังจะขายได้อีกด้วย (ผักปลอดสารพิษนะแพงอย่าบอกใครเชียวนะ ) งานดูแลผักสวนครัวเป็นกิจกรรมยามว่างที่คุณและครอบครัวจะได้ทำร่วมกัน คุณพ่อปลูก คุณลูกรดน้ำ คุณแม่เก็บมาทำกับข้าวทานร่วมกัน ครอบครัวอบอุ่น ห่างไกลยาเสพติดและคุณแม่บ้านจะได้คำชมทุกวันว่าทำอาหารอร่อย สวนครัวของคุณจัดให้สวย ในยามว่างจะได้นั่งชมสวนสีเขียวเย็นตา เย็นใจ และเย็นกายด้วยนะ สวนจะทำให้บ้านคุณเย็นขึ้น อากาศก็จะสะอาดสดชื่น และถ้าทุกคนร่วมกันจัดสวนครัวที่บ้าน กรุงเทพของเราก็จะเย็นกาย เย็นใจ และสบายปอดขึ้น
การดำเนินการสวนเกษตรดาดฟ้า
การเตรียมปลูกพันธ์พืช
1. การเตรียมดิน
1.1 ผสมดินร่วนปนทรายกับขยะอินทรีย์ที่มีความโปร่ง(ขยะทางการเกษตร
เช่น กาบมะพร้าว ใบไม้ เศษไม้ป่น แกลบ)
1.2 ราดด้วยน้ำผสมกากน้ำตาลและจุลินทรีย์ EM ให้ชุ่ม
1.3 หมักคลุมดินไว้ให้จุลินทรีย์ย่อยสลายเศษซากขยะอินทรีย์จนร่วนซุย
2. การเตรียมแปลงปลูก
2.1 ใช้ไม้กั้นเป็นแปลงทำขอบสูงขึ้นเล็กน้อย แปลงกว้างประมาณ 1.5 เมตร
ยาวประมาณ 4 เมตร เว้นทางเดิน ระหว่างแปลงประมาณ 50 เซนติเมตร
2.2 ใช้กระสอบปูพื้นและใช้กาบมะพร้าวหรือผักตบชวารองพื้น
2.3 ใช้ดินผสมกับปุ๋ยจุลินทรีย์จากขยะสด เศษวัสดุที่ย่อยสลายจากการทำปุ๋ย
น้ำชีวภาพ กาบมะพร้าว ใบฉำฉาอื่น ๆ โดยใช้ดิน 1 ส่วนผสมวัสดุต่าง ๆ
2 ส่วน ที่หมักเตรียมไว้
2.4 ตากดินก่อนเตรียมแปลงปลูก
2.5 ปรับแปลงให้เรียบเสมอ
การปลูก
1. หยอดเมล็ดลงในแปลงโดยตรง
2. เพาะกล้าก่อนย้ายปลูกโดยเพาะในถาดพลาสติกซึ่งมีช่องเล็ก ๆ ใช้ขุย
มะพร้าว, แกลบเผา,ปุ๋ยหมัก, และดินผสมกันอย่างละ 1 ส่วน
3. เมื่อย้ายผักลงแปลงใหม่ ๆ ให้ใช้วัสดุพรางแสง และปูฟางเพื่อเก็บรักษา
ความชื้นแต่ควรระวังการเกิดโรคราด้วย
การใส่ปุ๋ย
1.เตรียมแปลงใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์จากขยะสดเศษวัสดุที่ย่อยสลายจากการทำ
ปุ๋ยน้ำชีวภาพผสมกับดินปลูก
2. ใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 1 ส่วน ผสมน้ำ 500 ส่วน รดน้ำพืชผัก
3. ผักบางอย่างที่กินผล เมื่อเริ่มออกดอกใช้ปุ๋ยที่มี ฟอสฟอรัส โปรแตสเซี่ยม
เพิ่มขึ้น เช่น 15-15-15 หรือ 13-13-21 ปุ๋ยน้ำชีวภาพ | ปุ๋ยอัดเม็ด
1. ใช้บัวรดน้ำต้นไม้
2. วิธีต่อสายยางรดน้ำต้นไม้โดยผสมปุ๋ยน้ำชีวภาพ 1 ส่วนต่อน้ำ 500 ส่วน
ผสมใส่ถังบรรจุขนาด ประมาณ 120 ลิตร บนดาดฟ้าจำนวน 8 ถัง แล้วต่อ
สายยางลงมารดน้ำต้นไม้
3. รดน้ำด้วยระบบสปริงเกอร์และตั้งเวลาการทำงาน
แมลงศัตรูพืช
1. ใช้กับดักกาวเหนียว โดยใช้พลาสติกสีเหลือง ทากาวเหนียวไว้ดักแมลง
2. การใช้สารสกัดจากสะเดา โดยใช้เมล็ดสะเดา บดแช่น้ำไว้ 1 คืน แล้วนำน้ำ
ที่แช่ประมาณ 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น
3. ใช้สารสกัดจากยาฉุน โดยใช้ยาฉุนประมาณ 100 กรัม น้ำมาณ 1 ลิตร
แช่ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำน้ำที่แช่ประมาณ 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร
ฉีดพ่นตามความเหมาะสม
4. ปลูกผักที่มีกลิ่นไล่แมลง เช่น โหรพา กระเพรา ตะไคร้
5. กำจัดโดยใช้มือจับทำลาย
โรคพืช
1. ตัดแต่งใบแก่ ด้านล่างของลำต้นออก ให้อากาศถ่ายเท
2. เด็ดใบที่เป็นโรค เพื่อลดการแพร่เชื้อโรค
3. รักษาความสะอาดแปลงปลูก โดยกำจัดวัชพืช
4. ปลูกพืชชนิดต่างๆ หมุนเวียนกัน
เคล็ดลับสวนครัวลอยฟ้า
1. ความแข็งแรงของอาคาร อาคารที่ทำสวนเกษตร ดาดฟ้าควรมีความแข็งแรงและมีระบบระบายน้ำที่ดีพอ
2. ความร้อนของพื้นปูน เนื่องจากในเวลากลางวันพื้นปูนได้รับความร้อนมากและแผ่กระจายความร้อนไปยังพืช
ได้ วิธีแก้ไขคือใช้วัสดุปูพื้นเพื่อกันความร้อนเช่น กระสอบ พร้อมทั้งใช้กาบมะพร้าวปูทับอีกชั้น หรือใช้วัสดุ
มีขายกกระถางหรือกระบะให้ลอยเหนือพื้น
3. แรงลม บริเวณดาดฟ้าจะเป็นที่โล่งและมีลมแรงประกอบการการปลูกผักใช้วัสดุน้อย ทำให้พืชผักที่มีระบบ
รากลึกล้มได้ เช่น ข้าวโพด เป็นต้น จึงควรทำไม้หลัก หรือเชือกพยุงลำต้น หรือใช้วิธีปลูกพืชบังลมเพื่อลด
ความแรงของลม เช่น มะละกอ แค หรือปลูกพืชไม้เลื้อยขึ้นค้างเชือกตาข่าย เช่น มะระ เสาวรส ฯ
บริเวณดาดฟ้า เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีศักยภาพสูงในการจัดสวนครัว โดยเฉพาะอาคารแถวในเมืองที่ไม่มีพื้นดิน
ปลูกพืช ปัญหาเรื่องพื้นดินจะหมดไป ด้วยการใช้ภาชนะแบบต่างๆ ในการปลูก แต่ก็มีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงด้วย
เช่นกัน สวนบนดาดฟ้าจะเน้นสวนแบบลอยตัว คือใช้โครงสร้างลอยตัว น้ำหนักเบา และเคลื่อนย้ายง่าย ปัญหา
ที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือ ความแรงของลม และการระบายน้ำ การทำสวนบนดาดฟ้าควรต้องปลูกพืชบน
กระบะหรือกระถาง
ตำแหน่งควรเลือกบริเวณที่อับลมที่สุดเท่าที่จะหาได้ โดยมากดาดฟ้ามักมีระเบียงกันตกที่สูงมากโดยรอบ
(สูงประมาณ 1.10 ม.) มีทั้งแบบทึบและแบบโปร่ง ถ้าเป็นแบบทึบการวางกระบะไว้หลังกำแพงเลยอาจไม่ใช่
ตำแหน่งที่อับลมที่สุด เพราะบริเวณนี้จะมีลมตีย้อนกลับได้ ควรเลือกบริเวณที่มีกำแพงอาคารเป็นตัวกำบังลม
มากกว่า ส่วนดาดฟ้าที่มีระเบียงกันตกโปร่งจะมีลมพัดแรงมาก นอกจากจะต้องตำแหน่งที่อับลมที่สุดแล้ว
กระบะหรือกระถางขนาดเล็กจำเป็นต้องยึดกับพื้นให้มั่นคง โดยอาจยึดด้วยสลิง โดยเฉพาะกระบะที่ปลูกต้นไม้
สูง หรือที่ยึดติดกับค้างสูง และควรเลือกต้นไม้ที่ปลูกไม่ให้สูงมากจนเกินไปเพื่อไม่ให้ลมดีจนเอน
http://203.155.220.217/laksi/garden/main_laksi.php
เขียนโดย
GMan572
ที่
15:06
0
ความคิดเห็น
ไม้ดูดสารพิษ
อากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกวันนี้ประกอบด้วยละอองฝุ่นและสารเคมีมากมาย ซึ่งมนุษย์เราได้หายใจเข้าไปทุกวัน ความพยายามที่จะเอาชนะละอองฝุ่นและสารพิษในอากาศที่เรามองไม่เห็นนั้น คงไม่มีวิธีไหนที่จะดีไปกว่าการใช้วิธีธรรมชาติมาจัดการกับอากาศพิษเหล่านี้ เรารู้มานานแล้วว่าต้นไม้นั้นเปรียบเสมือนปอดของมนุษย์ที่คอยผลิตอ๊อกซิเจนออกมาและในขนะเดียวกันก็ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องกรองอากาศไปในตัวด้วย
วิธีที่ดีที่สุดเพื่อทำให้คุณภาพของอากาศ ในที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน เป็นอากาศที่บริสุทธิ์และสะอาด คือการปลูกต้นไม้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยต้นไม้ที่มีคุณสมบัติ ต้องการแสงน้อย และเจริญเติบโตได้ดีแม้ในอยู่ในอาคารที่อยู่อาศัย Dr. B.C Wolverton ผู้แต่งหนังสือ "How to grow fresh air" : เป็นผู้ที่ทำการทดลองใช้ต้นไม้พันธุ์ต่างๆ มาทำการทดลองเพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์
Dr. Wolvertonทำงานที่กองการบินอวกาศและการบินแห่งชาติ(NASA)ประมาณ20ปี และพัฒนาเทคโนโลยีที่น่าจะทำให้มนุษย์อยู่ภายในสถานที่ปิด ที่บนดวงจันทร์หรือดาวอังคารได้. การวิจัยบุกเบิกอันนี้ทำให้เขารู้สึกถึงได้ว่าการปลูกต้นไม้ (houseplants)คือเครื่องกรองอากาศที่รวดเร็วที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในการลดมวลสารอันตรายอย่างเช่น ฟอร์มาลดีไฮด์, เบนซิน, xylene และแอมโมเนียที่อยู่ในอากาศ.ซึ่ง ทั้งหมดน่าจะทำให้เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยหลายอย่างเช่นโรคหอบ และกลุ่มอาการของโรคภูมิแพ้ต่างๆ.
Wolverton ได้ทำการปลูกต้นไม้จำพวก Houseplants ไว้ในห้องซึ่งถูกปิดตาย แล้วพวกเขาก็ปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่างๆ เข้าไปในห้องปิดนั้น ซึ่งมีสารเคมีกว่าหนึ่งร้อยชนิดเลยทีเดียว. แล้วพวกเขาก็พบว่าต้นไม้เหล่านั้นสามารถดูดเอาสารเคมีนั้นออกจากอากาศได้ และหลังจากพวกเขาได้ทดลองซ้ำๆ กันอีกหลายครั้ง พวกเขาก็ค้นพบความลับที่ทำให้ชวนพิศวงเกี่ยวกับต้นไม้เหล่านั้น มันเหมือนกับเป็นปอดข้างหนึ่งของมนุษย์ ที่คอยช่วยดูดสารพิษต่างๆ ก่อนที่มนุษยจะสูดเอามันเข้าไป.
ต้นไม้มีกระบวนการทำงาน 2 วิธี คือ.
1. ต้นไม้เหล่านั้นดูดสารพิษเหล่านั้นเอาไปเก็บไว้ที่ใบแล้วส่งสารพิษเหล่านั้นไปยังราก แล้วพวกมันก็จะเปลี่ยนสารพิษให้กลายเป็นอาหารของมัน.
2. ต้นไม้มีคายน้ำออกมาเป็นเสมือนปั้มซึ่งปล่อยไอน้ำออกมาเพื่อจับตัวกับสิ่งสกปรกต่างๆ ในอากาศ และเมื่อสารพิษเหล่านั้นจับตัวกันก็จะตกลงมายังพื้นรอบๆ ราก ของมันและเมื่อถึงเวลาที่มันซึมผ่านมายังดิน มันก็จะดูเอาสารพิษเหล่านั้นไปเป็นอาหาร
ต้นไม้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับอาคารสำนักงานต่างๆ. เพราะว่าอาคารเหล่านั้นเป็นสถานที่ปิดขนาดใหญ่ เป็นแหล่งผลิตเชื้อโรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ โรคต่างๆ ได้มากมาย เช่นโรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ.
แต่ก็มีความเห็นของ Prof. บางคนที่เป็นความเห็นอีกด้านหนึ่งกับของ Dr. Wolverton. ได้บอกว่าต้นไม้มีข้อจำกัดในเรื่องของเชื้อราบางชนิดซึ่งต้นไม้ไม่อาจจะทำให้อากาศบริสุทธิ์ได้เลยซะทีเดียว.
Dr. Wolverton. ได้อธิบายว่า ไม่ใช่ต้นไม้หรอกที่เป็นสาเหตุของเชื้อราในอากาศ แต่เป็นเรื่องของวัสดุปลูก เสียมากกว่า การที่เรารดน้ำต้นไม้ในดินและเกิดความชื้นขึ้นในดิน ทำให้เชื้อราบางชนิดเจริญเติบโตได้ดีและเมื่อ นำต้นไม้ไปไว้ในอาคารก็จะเกิดการกระจายเชื้อภายในอากาศ
ทางแก้ปัญหานั้นก็คือการไม่ใช้ดินที่เป็นวัสดุปลูก ที่ไม่ใช่ดิน เช่นการใช้หินภูเขาไฟ การใช้วัสดุปลูกที่เป็นดินเหนียวเผาไฟ การใช้กรวด ซึ่งเราจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ ระบบ "Hydroculture" ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ใช้ดินแต่จะเลือกใช้วัสดุปลูกที่รากสามารถเกาะได้แล้วมีมวลเบา
ระบบ "Hydroculture เป็นที่นิยมมากในประเทศแถบยุโรป มีการพัฒนาระบบวัดระดับน้ำและมีการทดลองกับต้นไม้ต่างๆ ตลอดจนการให้อาหารพืชด้วยปุ๋ยต่างๆ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับระบบ Hydroponics ซึ่งใช้ปลูกผักรับประทานเพียงแต่่ต้นไม้ที่ปลูกในกระถางก็จะมีวิธีที่ไม่ซับซ้อนและไม่จำเป็นต้องมีระบบที่ยุ่งยาก
พันธุ์ไม้ 50 ชนิดที่ Dr. Wolverton. ได้ทำการทดลองแล้วมีประสิทธิภาพในการดูดสารพิษต่างๆ มีดังนี้ (ขอยกตัวอย่าง 25 ชนิด)
1). ต้นหมากเหลือง (Yellow palm)
2). ต้นจั๋ง ( Lady palm)
3). ปาล์มไผ่ (Bamboo palm)
4). ต้นยางอินเดีย (Rubber plant)
5). หมากผู้หมากเมีย (Dracaena "Jenet Craig")
6). ต้นตำลึง (Enlish Ivy)
7). ต้นปาล์ม ( Dwarf date palm)
8). ต้นไทร (Ficus Alii)
9). บอสตัสเฟิร์น (Boston fern)
10). เดหลี ( Peace Lily)
11). วาสนา (Dracaena "Massangeana")
12). พลูด่าง ( Philodendron oxycardium)
13). จันผาขอบแดง ( Dragon Tree)
14). มรกตแดง (Rec Emerald Philodengron)
15). ต้นลิ้นมังกร ( Sansevieria trifasciata)
16). สาวน้อยปะแป้ง (Diffendachia camilla)
17). ต้นสนฉัตร (Norfolk Island pine)
18). ต้นกล้วย (Dwarf banana)
19). ต้นหญ้าประดับ ( Lily Turf)
20). ต้นโกสน (Croton)
21). กล้วยไม้ ( Moth Orchid)
22). สับประรดสี ( Urn Plant)
23). คล้า (Calathea Makoyana)
24). ต้นหน้าวัว ( Anthurium)
25). เขียวหมื่นปี ( Chinese Evergreen)
http://www.maithip.com/pullation.htm#
เขียนโดย
GMan572
ที่
14:47
0
ความคิดเห็น
ไม้มงคล 9 ชนิดที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์
พฤษภาคม ๒๕๕๑ เดือนแห่งฤกษ์งามยามดี มีงานมงคลเกิดขึ้นมากมาย ใครจะก่อสร้างบ้านเรือนใหม่ ลองมาอ่านความหมายของไม้มงคล 9 ชนิดที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์ เพื่อความเป็นศิริมงคลของบ้านและเจ้าของบ้าน อันได้แก่ ไม้ราชพฤกษ์ ไม้ขนุน ไม้ชัยพฤษ์ ไม้ทองหลาง ไม้ไผ่สีสุก ไม้ทรงบาดาล ไม้สัก ไม้พะยูง ไม้กันเกรา
ไม้มงคลที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์
ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ก่อนทำการก่อสร้างนิยมทำพิธีวางศิลาฤกษ์โดยใช้ไม้มงคล 9 ชนิด ปักกับพื้นดินไม้ทั้ง 9 ชนิดมีชื่อเป็นมงคลนาม ดังนี้
1. ไม้ราชพฤกษ์ หมายถึง ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา
2. ไม้ขนุน หมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน
3. ไม้ชัยพฤษ์ หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ
4. ไม้ทองหลาง หมายถึง การมีเงินมีทอง
5. ไม้ไผ่สีสุก หมายถึง มีความสุข
6. ไม้ทรงบาดาล หมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง
7. ไม้สัก หมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ
8. ไม้พะยูง หมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น
9. ไม้กันเกรา หมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ หรืออีกชื่อหนึ่งว่าตำเสา ซึ่งอาจหมายถึง ทำให้เสาเรือนมั่นคง
ไม้มงคลเหล่านี้จะลงอักขระที่เรียกว่า หัวใจพระอิติปิโส ได้แก่ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ลงบนท่อนไม้ชนิดละอักขระ พร้อมทั้งปิดทองทั้ง 9 ท่อน โดยปักวนจากซ้ายไปขวา (ทักษิณาวรรต)
แหล่งข้อมูลจาก : http://www.dnp.go.th/nursery/9/name-9.htm
เขียนโดย
GMan572
ที่
14:46
0
ความคิดเห็น
e - book
เผยแพร่ e - book ออนไลน์ วันนี้บันทึกสั้น ๆ ค่ะ มาแนะนำ E- book ออนไลน์ที่ได้จัดทำไว้เอง (นานแล้วเหมือนกัน) จัดทำไว้ที่ website ของโรงเรียน http://www.kururaj.net/ คือตั้งใจทำมากมายเลย แต่รู้สึกว่านักเรียนหรือคนที่สนใจชอบข้อมูลจะสามารถเข้าไปชมหรือศึกษาได้น้อยไปหน่อย ขนาดนักเรียนในโรงเรียนเองยังไม่ค่อยรู้ (ไม่รู้ก็ว่าได้) ว่าแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนอยู่ใกล้ตัว
ยังไงเข้าไปศึกษาแล้ว ก็ศึกษาเรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจซึ่งมีหลากหลายเชียว หรือเข้าไปชมความเคลื่อนไหวของการจัดการศึกษาของโรงเรียนก็ได้นะ ก็เลยถือโอกาสมาประชาสัมพันธ์งานของโรงเรียนไปทางอ้อมด้วย
เรื่อง พลังงานและสิ่งแวดล้อม http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=87&page=-1
เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=141&page=-1
เรื่อง ย้อนรอยโลก http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=140&page=-1
เขียนโดย
GMan572
ที่
13:14
0
ความคิดเห็น
27.4.51
"ดนตรีธรรมะ"
"จีวัน แบนด์" "ดนตรีธรรมะ" วงแรกของโลก
[ 10 พ.ค. 2550 ]
จะมีสักกี่เพลงในยุคสมัยนี้ที่เนื้อหาของเพลงไม่ได้พูดถึงความรัก ในทำนองอกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน หรือลุ่มหลงมัวเมาในกามารมณ์ประมาณนั้น
และจะมีผู้ผลิตสักกี่รายที่จะปฏิเสธการทำเพลงที่มีเนื้อหายั่วยุ หมิ่นเหม่ต่อการผิดศีลธรรม แต่ดังถล่มทลาย และทำรายได้มหาศาล โดยขาดสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม
แล้วจะมีผู้เสพกี่มากน้อยที่เติบโตขึ้นโดยมีเพลงลักษณะนี้หล่อหลอมกล่อมเกลาแล้ว
จะไม่ตกเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหา
คงไม่เป็นการเกินไปถ้าจะบอกว่าทุกวันนี้สังคมกำลังเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จากโลกแห่งวัตถุนิยม ขณะที่ผู้คนก็ไร้ภูมิต้านทานด้านศีลธรรมลงไปทุกที..
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินการ โดยหาทางแก้ไขอะไรไม่ได้ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้ก่อเกิดขึ้นและลงมือทำเพื่อนำไปสู่การทำให้สังคม
มีแนวโน้มไม่มัวเมามากไปกว่านี้
เขากล้าที่จะลงมือ เพราะเชื่อว่า "ความสำเร็จเริ่มต้นจากก้าวเพียงก้าวเดียว"
และเชื่อว่า "หากคนเรามีภูมิต้านทาน คนเราจะแข็งแกร่งขึ้นสามารถมองสังคมทุกวันนี้ได้อย่างเข้าใจและไม่ตกเป็นเหยื่อ"
ด้วยความเชื่อนี้ "จีวัน แบนด์" จึงเกิดขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ "วงดนตรีธรรมะวงแรกของโลก"
"จีวัน แบนด์" มีหัวหน้าวงชื่อ "ดินป่า จีวัน" หรือชื่อตามทะเบียนบ้านก่อนหน้านี้ "สรมย์ฤทธิ์ จีวัน" ก่อตั้งวงขึ้นร่วมกับเพื่อนๆ 8-9 คน เริ่มต้นวงดนตรีธรรมดาๆ ประกอบด้วย กีตาร์ เบส กลอง แต่มีเนื้อหาแปลก ฟังยาก ลืมยาก
ภายใน 2 ปี ชื่อ "จีวัน แบนด์" เริ่มคุ้นหูผู้คนในแวดวงผู้ปฏิบัติธรรมะ และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคิดเปิดคอนเสิร์ตธรรมะจัดการแสดงชื่อคอนเสิร์ต "เปิดดวงตา" เนื่องในโอกาส 100 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุ ซึ่งจะจัดแสดงในวันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคมนี้ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
"จีวัน" ที่ปัจจุบันวันย่าง 45 แล้ว เล่าถึงความเป็นมาของวงดนตรีธรรมะวงนี้ ว่า ตอนเป็นวัยรุ่นเขาก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไป เรียนเขียนภาพจิตรกรรมสากลที่วิทยาลัยเพาะช่าง ช่วงแรกๆ เป็นเด็กเกเรไปเรื่อยเปื่อย แต่ตอนหลังพอเริ่มทำงานศิลปะมากขึ้น จึงเริ่มถามตัวเองว่า "ทำไปทำไม?" แล้วพอมารู้จักพระ อ่านหนังสือพระ จึงรู้สึกว่าชีวิตมีอะไรมากกว่าที่ศิลปินมี
"..คือมันลึกกว่า กว้างกว่า มันไกลกว่า มันแข็งแรงกว่า อ่อนโยนกว่า มันดีกว่าทุกอย่างเลย ก็เลยเริ่มค้นหา และศึกษาธรรมะ ยิ่งวาทะของท่านพุทธทาสที่กล่าวไว้ในหนังสือพุทธทาสลิต เล่ม 2 หน้า 468 เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ว่าวิทยุเต็มไปด้วยเพลงโลเลและจิตทรามมากเกินไป หาเพลงที่ทำให้เข้มแข็ง และจิตสูงหายาก เด็กๆ ของเราเลยมีความโลเล อ่อนแอ และใฝ่ต่ำ ก็ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ตัดสินใจมาทำงานนี้มากขึ้น" เสียงเล่าสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนดังเรื่อยๆ
หัวหน้าวงดนตรีธรรมะบอกว่า ตัวเขาเองนั้น เล่นดนตรีมาราว 20 ปีได้ เล่นกับวงจีวันนี่แหละตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว นักดนตรีร่วมวงก็เป็น...
"เพลงที่เล่นหลายแนวมาก ส่วนใหญ่เป็นเพลงแปลกๆ เนื้อหาแปลกๆ ฟังยาก แต่ก็ลืมยาก-อย่างที่บอกแต่ต้น ทุกวันนี้เพลงบ้านเราไม่มีอะไรให้เด็กเยาวชนเลือกฟัง ถ้ามองมุมกว้างจะเห็นว่ามีศิลปินเยอะ แต่แทบทุกค่ายร้องเพลงเดียวกัน คือร้องเพลงรักเหมือนกันหมด ทั่วโลกก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราปฏิเสธความรัก แต่ว่าความรักไม่ต้องสอนกันก็มีได้
"แล้วเราดูภาพรวมเพลงทุกวันนี้เทไปทางโลกีย์เสียเยอะ ด้านที่ไม่ให้กำลังใจคน ด้านที่โกหกหลอกลวง มีแต่เรื่องความรักความบันเทิงอย่างเดียว สนุกสนานอย่างเดียว แต่ไม่ให้สติปัญญา เพลงรักมันเฟ้อแล้ว แต่เพลงธรรมะขาดแคลน ผมก็เลยคิดว่าหากเราจะทำเรื่องนี้สำหรับเด็กรุ่นใหม่ เราทำครั้งหนึ่งต้องให้แรงๆ ไปเลย เพราะตอนนี้เหมือนว่าตาชั่งมันถ่วงอีกด้านแรงมาก ดังนั้นเราก็ต้องทำเพลงธรรมะไปเลย จะไม่มีเพลงรัก เพื่อให้ตาชั่งมันสมดุล.."
เนื้อหาเพลงที่ จีวัน แบนด์ คัดเลือกมาจึงเป็นเนื้อหาธรรมะล้วนๆ โดยเฉพาะธรรมะของ "ท่านพุทธทาส"
"ส่วนตัวศรัทธาท่านพุทธทาส จึงคัดเลือกเนื้อหาธรรมะท่านพุทธทาสมาทำเป็นเพลง และแต่งเพิ่มจากบางคำบางวลีของท่านพุทธทาส ส่วนท่วงทำนองก็ถอดมาจากอารมณ์ของสัจจะที่ท่านพุทธทาสค้นพบ ซึ่งมันเป็นอารมณ์ที่ทั้งแข็งแรง ทั้งอ่อนหวานในตัว"
จีวันเล่าว่า โครงการนี้ทำมา 2 ปีแล้ว
"ผมค่อยๆ ทำจนบทกวีบอกเองว่ามันเป็นอารมณ์นั้นอารมณ์นี้ มันไม่เกี่ยวกับคอร์ดไม่เกี่ยวกับโน้ต หรือเครื่องดนตรีเลย ความหมายเพลงธรรมะจะคิดให้ลึกก็ลึก คิดแบบตื้นๆ ก็ได้ คิดแบบขำๆ ก็ได้ อย่างคำว่าตัวกู ของกู บางคนก็ขำแล้ว แต่ถ้าคิดให้ลึกก็จะขำไม่ออก เพราะที่เราทุกข์อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะตัวกูกับของกู แค่นี้เอง ไม่มีอันอื่นเลย.."
เขากล่าวติดตลกว่า ".. แล้วจะไม่มีของกูได้ยังไง ก็ต้องไม่มีตัวกู แล้วจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีของกู ตัวกู มันจึงเป็นอะไรที่ท้าทายต่อการมีชีวิต มันไม่ใช่การมีชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ สวยไปวันๆ หล่อไปวันๆ เก่งไปวันๆ ไม่ใช่เลย.."
และหากจะถามถึงยอดขายกับชายคนนี้ มีแต่เสียงหัวเราะแล้วบอกว่า..
"เมื่อเราค้นพบตัวเราเอง เราจะไม่มีทางลืมในสิ่งที่เป็นเรา แต่ถ้ายังค้นไม่พบมันจะพยายามที่จะต้องจำตัวเอง แล้วเราจะไม่ใช้คำว่าพยายามในชีวิต จะไม่มีคำว่าพยายามเลย เพราะเราไม่ต้องการความสำเร็จ เราไม่รู้จะสำเร็จเพื่ออะไร เราไม่ได้ต้องการยอดขาย เราไม่ได้อยากรวย ไม่ได้อยากดัง ดังนั้นก็ไม่ต้องสำเร็จ แล้วก็ไม่ต้องพยายาม..อย่างดอกไม้มันพยายามที่จะบานไหม มันบานของมันเอง มันเป็นธรรมชาติของมัน ทำไมเราต้องไปพยายาม คนมันถึงเครียดไง เราไปกำหนดมัน แต่ทุกอย่างกำหนดไม่ได้หรอก"
สำหรับคอนเสิร์ตเนื่องใน 100 ปีชาตกาลท่านพุทธทาส จีวันบอกว่า ถือเป็นการสืบทอดศาสนาด้วยบทเพลง
คอนเสิร์ตครั้งนี้จะแยกออกเป็น 3 ส่วน ทั้งการอ่านบทกวี อ่านบทกวีร่วมกับขับร้อง และการขับร้อง ในด้านแสงสีเสียงดูแลโดยคุณภัทราวดี มีชูธน ทั้งหมด มีการแสดงหลากหลาย ไม่น่าเบื่อ มีนักร้องรับเชิญ และแขกรับเชิญหลายคน อาทิ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, สุเทพ วงศ์กำแหง, เทวัญ ทรัพย์แสนยากร, คณาคำ อภิรดี, วรรธณา วีรยวรรธน, ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ เป็นต้น
*"นักร้องแต่ละคนลีลาไม่เหมือนกัน เพราะว่าใช้เวลาน้อย แต่คุณภาพเยอะ ทั้งหมดจะกลั่นออกมาในเวลานั้น จะเห็นเพชรในแต่ละคนหลุดเกลื่อนเวที แล้วคอนเสิร์ตนี้จะเป็นคอนเสิร์ตแรกที่เชิญพระสงฆ์มาดู เป็นคอนเสิร์ตเดียวที่พระฟังเพลงได้ไม่ผิดศีล เพราะท่านพุทธทาสเขียนไว้ชัดเจนว่า เพลงที่เป็นธรรมะเอาไว้ใช้ประกอบการฝึกฝนจิต ด้วยเหตุผลนี้จะทำให้ไม่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์"*
การแสดงวันดังกล่าว จีวันบอกว่าจะเป็นเสมือนหนึ่งเดียวกับท่านพุทธทาส เพราะ..
"เพราะเราคือภาคที่ 3 ของท่าน สมมุติว่าภาคที่ 1 คือตัวท่าน ภาคที่ 2 เขียนบทกวี แล้วเราก็ทำกวีเป็นเพลง เราก็เป็นภาคที่ 3 ของท่าน แล้วคนฟังก็จะเป็นภาคที่ 4 คนรุ่นต่อไปก็เป็นภาคที่ 5 เพราะอย่างนี้ชาติเราถึงมีวัฒนธรรมประเพณี แล้วบรรพบุรุษเรามีรากที่แข็งแรง เราก็ศึกษาตามรากที่แข็งแรงนั้น เพียงแต่เรานำความรู้นั้นมาประยุกต์ให้ทันสมัยขึ้น
"ผมเชื่อว่า เพลงที่ผมทำ ถ้ามีประโยชน์จริง เดี๋ยวคนรุ่นหลังจะเอามาฟังมาศึกษาเอง แต่ถ้าไม่มีประโยชน์ก็จบไป แต่ถ้ามีคุณค่า จีวันจะไม่ตาย จะเป็นตำนานของคนรุ่นหลัง ถ้าพูดกันตามตรง ไม่โฆษณาชวนเชื่อคอนเสิร์ตนี้แค่อินโทรฯเท่านั้น แค่จั่วหัวเรื่อง มันแค่รู้สึกว่าน่าสนใจ ยังลงอะไรไม่ลึกมาก เพราะถ้าไปไกลกว่านี้จะขาดการติดต่อทันที อาจจะเอ๋อกัน เดี๋ยวมีหลับ มีเดินออก ฉะนั้นเพลงจะเล่นแค่ชั่วโมงครึ่งเพื่อไม่ให้คนเบื่อ"
มีคนบอกว่าจีวันตอนนี้ทำเพลงธรรมะ..บรรลุแล้ว?
"..อู้ยยย สาธุ ขอให้บรรลุจริงเหอะ เราก็ยังปกติ เป็นคนปกติ ยังมีความโลภ โกรธ หลง เพียงแต่ว่ามันเบาบางลง เพราะเราถูกกล่อมเกลาด้วยของอย่างนี้ เราร้องทุกวัน ผมเองก็ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนนะคุณ ที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไร เปลี่ยนแปลงเยาวชน เห็นผมใส่กางเกงในไว้ข้างนอกเหรอ..
แล้วหัวหน้าวงดนตรีธรรมะก็ตบท้ายว่า
"ชีวิตมันง่าย แต่คนชอบคิดว่ายาก เพราะมีบางอย่างบังดวงตา มาดูคอนเสิร์ตนี้เรียกว่ามาแหกตากันล่ะ ดูว่ามีอะไรบังดวงตาอยู่-มาเปิดดวงตากัน ผมจะย้ำว่า ธรรมะคือหน้าที่ ฉะนั้นคอนเสิร์ตนี้มันจึงเป็นคอนเสิร์ตหน้าที่ หน้าที่ของพุทธบริษัทที่จะต้องไปรู้ว่าสิ่งดีๆ มันเกิดขึ้นแล้ว คุณอยากจะได้มันไหม จะมอบสิ่งดีๆ ให้ตัวเองหรือยัง คอนเสิร์ตจะบอกให้ แต่บอกแบบรื่นรมย์
"ใครไปฟังอย่างน้อยก็ฉลาดกว่าเดิม คือไม่โง่เท่าเดิม แล้วไม่ใช่ได้แค่ความบันเทิง มันทำให้เกิดปัญญา และความแข็งแกร่ง ขอบอกว่าเพลงธรรมะไม่ใช่เพลงทางเลือก แต่เป็นเพลงที่ต้องเลือก เพราะจะทำให้มนุษย์อยู่รอด.."
*เป็นเช่นที่กล่าวหรือไม่ ต้องไปพิสูจน์เอง*
ที่มา มติชน
เขียนโดย
GMan572
ที่
11:52
0
ความคิดเห็น
26.4.51
ยูคาลิปตัส
ความจริงที่โฆษณาไม่(อยาก)บอก
เมื่อพูดถึงยูคาลิปตัส สิ่งที่น่าวิตกกังวลเป็นอันดับต้นๆ
ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการใช้น้ำอย่างมากมายและความเสื่อมโทรมของผืนดิน
ซึ่งจะต้องอธิบายถึงกลไกการเจริญเติบโตของต้นยูคาลิปตัสสักเล็กน้อย
เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพว่า..
ผลกระทบเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ต้นไม้จำเป็นต้องใช้สารอินทรีย์และแร่ธาตุต่างๆ ที่สะสมอยู่ในดินเพื่อการเจริญเติบโต
รากของต้นไม้จะดูดซับอาหารก็ต่อเมื่อมันอยู่ในรูปของสารละลาย
น้ำจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำพาทั้งสารอินทรีย์และแร่ธาตุไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของพืช
โดยมีลำต้นเป็นตัวกลางในการลำเลียงสารอาหารจากรากขึ้นสู่เรือนยอด
ก่อนที่น้ำจะระเหยผ่านปากใบแล้วทิ้งสารอินทรีย์กับแร่ธาตุไว้ให้เป็นอาหารของต้นไม้
หากพิจารณาภาพตัดขวางของลำต้นจะเห็นว่า
โครงสร้างอย่างหยาบๆ ของมันประกอบด้วย
เปลือกไม้ซึ่งอยู่ด้านนอกสุดและเนื้อไม้ที่ซ่อนอยู่ด้านใน
โดยในส่วนของเนื้อไม้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกคือ “กระพี้” หรือเนื้อไม้ด้านนอกซึ่งอยู่ติดกับเปลือกไม้
และเป็นที่อยู่ของท่อลำเลียงน้ำ (xylem) จำนวนมาก
ส่วนที่สองคือ “แก่น” หรือเนื้อไม้ด้านในสุดซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยกระพี้
เมื่อต้นไม้เติบโต พื้นที่ของกระพี้จะเพิ่มพูนขึ้นพร้อมกับการสร้างท่อลำเลียงน้ำใหม่ๆ
ขณะที่ท่อลำเลียงน้ำด้านในซึ่งผ่านการใช้งานมานาน
ก็จะมีการสะสมของสารต่างๆ ภายในเซลล์ กระทั่งเกิดการอุดตัน
ในที่สุดเนื้อไม้ซึ่งเต็มไปด้วยท่อที่ไม่สามารถลำเลียงน้ำได้อีกต่อไป
ก็จะกลายเป็นแก่นไม้ที่มีความแข็งแรง
แนวโน้มการใช้น้ำของต้นไม้แต่ละต้นขึ้นอยู่กับพื้นที่ของกระพี้เป็นสำคัญ
การมีพื้นที่ของกระพี้มาก จึงหมายถึงการมีพื้นที่ลำเลียงน้ำขึ้นสู่เรือนยอดมากขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งในกรณีของยูคาลิปตัวนั้นยังไม่มีแก่นจนกว่าจะอายุเกิน 15 ปีขึ้นไป
บรรดายูคาลิปตัสที่ปลูกเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษล้วนมีอายุเพียง 3-5 ปีเท่านั้น
เนื้อไม้ในลำต้นของมันจึงเป็นกระพี้ทั้งหมด
หมายความว่า…ยูคาลิปตัสเหล่านี้เต็มไปด้วยพื้นที่ลำเลียงน้ำ
และความต้องการน้ำของมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเจริญเติบโต
ทั้งหมดนี้น่าจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า…
ในระยะเวลาเท่ากัน ยูคาลิปตัสต้องการน้ำมากกว่าพืชอื่นๆ
การดูดซับน้ำซึ่งละลายสารอินทรีย์และแร่ธาตุในปริมาณมากนี่เอง
ที่ส่งผลถึงการเจริญเติบโตแบบพรวดพราด และทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นที่โตเร็วมาก
ระบบรากของยูคาลิปตัสแผ่ขยายเร็ว
สามารถหยั่งลงไปในดินระดับลึก ทั้งยังเปี่ยมประสิทธิภาพในการดูดน้ำ
มันจึงเสาะหาแหล่งน้ำใต้ดินได้ลึกกว่าพืชชนิดอื่นๆ
ทั้งนี้ เคยมีการตรวจวัดระดับน้ำใต้ดินต่อเนื่องเป้นเวลา 48 สัปดาห์
เพื่อเปรัยบเทียบความแตกต่างระหว่างพื้นที่ในและนอกแปลงปลูกยูคาลิปตัส
ผลปรากฏว่า…ระดับน้ำใต้ดินในแปลงปลูกยูคาลิปตัสอยู่ลึกกว่านอกแปลงยูคาลิปตัสประมาณ 2 เมตร…ตลอดระยะเวลาที่ทำการเก็บข้อมูล
เป็นการศึกษาที่น่าจะยืนยันความสามารถในการเขมือบน้ำของยูคาลิปตัสได้เป็นอย่างดี
สารอาหารส่วนใหญ่ที่ต้นไม้ใช้ในการเจริญเติบโตได้มาจากดิน
ในสภาพป่าธรรมชาติ เมื่อต้นไม้ตาย การผุพังย่อยสลายจะช่วยคืนสารอาหารเหล่านั้นกลับสู่ผืนดินอีกครั้ง และหมุนเวียนเช่นนี้เป็นวัฏจักร
ซึ่งแตกต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในแปลงปลูกยูคาลิปตัสโดยสิ้นเชิง
เพราะการตัดไม้และลากออกจากแปลงปลูกเป็นการเคลื่อนย้ายแร่ธาตุที่สะสมไว้ในลำต้นออกจากพื้นที่อย่างถาวร ทำให้ต้นทุนของสารอาหารในดินลดลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ป่าธรรมชาติคือระบบนิเวศที่ประกอบด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดพันธุ์
ที่ว่างเหนือพื้นดินจึงผสมผสานไปด้วยเรือนยอดหลายระดับชั้นและหลายขนาดความกว้าง
ซึ่งมีส่วนสำคัญในการชะลอความเร็วของเม็ดฝนให้ตกกระทบหน้าดินอย่างนุ่มนวล
ทั้งยังมีไม้ชั้นล่างและไม้พุ่มขึ้นปกคลุมดิน การชะล้างพังทลายของดินจึงเกิดขึ้นน้อย
ในทางตรงกันข้าม ลักษณะของเรือนยอดที่เรียว เล็ก และแคบของยูคาลิปตัสนั้น
ไม่ช่วยชะลอความเร็วของเม็ดฝนที่ตกลงมาเท่าใดนัก
เมื่อผนวกกับการปลูกเรียงเป็นแถวเป็นแนวโดยปราศจากพืชคลุมดิน
ก็ยิ่งซ้ำเติมให้น้ำฝนที่ตกลงมาไหลบ่าอย่างรวดเร็ว และชะล้างหน้าดินซึ่งมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ให้ไหลไปพร้อมกับน้ำอย่างง่ายดาย
ทั้งนี้ อัตราการชะล้างพังทลายของหน้าดินจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการปลูก
ในกรณีที่เกิดการชะล้างหน้าดินรุนแรง น้ำจะกัดเซาะหน้าดินรอบโคนต้นยูคาลิปตัส
ทำให้โคนต้นและรากบางส่วนโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดิน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ต้นขึ้นโคน”
การเคลื่อนย้ายธาตุอาหารออกจากพื้นที่และการชะล้างหน้าดินที่รุนแรง
ต่างนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของดินในพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัส
ถึงขนาดมีคำพูดที่ว่า…
“ถ้าปลูกยูคาลิปตัสแล้ว ที่ดินผืนนั้นก็จะเอาไปปลูกอะไรไม่ได้อีกเลย”
หมายเหตุ : ตัดทอนจากที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารโลกสีเขียว
ฉบับที่ 97 เดือนมีนาคม-เมษายน 2551
ที่มา:http://myfreezer.wordpress.com/2008/04/19/eucalyptus-9/
เขียนโดย
GMan572
ที่
16:11
0
ความคิดเห็น
“พืชอาหาร VS พืชพลังงาน”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ วิเคราะห์ปัญหาโลกร้อน “พืชอาหาร VS พืชพลังงาน”
3 เมษายน 2551
สัมภาษณ์ และเรียบเรียงโดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์
ความย่อ : บทสัมภาษณ์ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวถึงกระแสการส่งเสริมปลูกพืชพลังงาน และลดพื้นที่การปลูกข้าว ซึ่งอาจทำลายเกษตรกรรายย่อยในระยะยาว ขณะที่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตร บรรษัทข้ามชาติ ได้รับผลประโยชน์โดยไม่คำนึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยที่จะต้องเผชิญในอนาคต
ความเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิตภายหลังการยุคปฏิวัติเขียว และการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้จังหวะชีวิตในการบริโภคของมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นานมาแล้วที่วิธีการผลิตกับวิธีการบริโภค รวมถึงกลไกทางการตลาด – อุปสงค์อุปทานไม่ได้ทำหน้าที่อย่างสมดุล และเป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป เนื่องด้วยปัจจัยแทรกแซงจากอำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจ...
เมื่อรัฐ บรรษัทธุรกิจการค้าและสื่อมวลชนทั้งหลาย ได้ทำหน้าที่เป็นผู้วางหมาก และกำหนดกลไกด้านการตลาด และวิถีการผลิต – บริโภคใหม่ เพื่อตอบสนอง หรือเอื้อต่อการกอบโกยผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลักเพียงเท่านั้น ด้วยการเปลี่ยนระบบการเพาะปลูกพืชที่หลากหลายของเกษตรกรรายย่อย เป็นการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวของเกษตรกรรายใหญ่ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ
ด้วยเหตุนี้เอง การกอบโกยที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายศตวรรษนี้ จึงได้ขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติบนโลก และได้กดขี่ขูดรีดทั้งแรงงาน และวัฒนธรรม – ความรู้ดั้งเดิมของมนุษย์ที่มีความหลากหลายทางด้านการจัดการ และพืชพันธุ์ที่ปลูก ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติแวดล้อมได้ถูกทำลายไป ความหลากหลายของพืชและสัตว์ลดลงอย่างมาก...
ปัญหาสิ่งแวดล้อม และภัยธรรมชาติกต่างๆ อาทิ ภาวะโลกร้อน ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง มลพิษทางดิน น้ำ อากาศ พื้นที่ป่าลดลงอย่างน่าใจหาย ปัญหาเกษตรกรไร้ที่ดิน วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหวนคืนได้อีก สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากวิธีการผลิตและการบริโภคที่เปลี่ยนไปของมนุษย์นั่นเอง ในวันนี้ “การผลิตที่รวดเร็ว ทำให้คนต้องบริโภคเร็วขึ้นและมากขึ้น เราใช้ทรัพยากรเพิ่มทวีขึ้น แน่นอนว่า โลกใบนี้ก็จะหมดอายุเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน”
หากย้อนมองมายังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกมุมโลก เมื่อพลังงานน้ำมันเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ วิกฤตน้ำมันที่ใกล้จะหมดจากโลก ได้ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตความมั่นคงทางอาหารขึ้นแล้ว เมื่อการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานกำลังคุกคามพื้นที่การเพาะปลูกข้าว และพืชอาหารอื่นๆ ลองอ่านความคิดจากบทสัมภาษณ์ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ต่อประเด็นเหล่านี้กันคะ
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) (ภาพจาก www.biothai.net)
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กล่าวว่า ประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือความขัดแย้งระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงานซึ่งมีการผลักดันให้มีการขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นภาวการณ์แย่งชิงทรัพยากรกันอยู่ และตามที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้กำหนดวาระนี้ไปแล้ว ซึ่งไม่ว่าใครจะเห็นพ้องด้วยหรือไม่ก็ตาม นายธนินทร์ได้เสนอให้มีการขยายพื้นที่การปลูกพืชพลังงานเพิ่มขึ้น เช่นเสนอให้เพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มอีก 12 ล้านไร่ และลดพื้นที่การปลูกข้าวลงให้เหลือประมาณ 25 ล้านไร่จากที่เราเคยมีอยู่ประมาณ 55-60 ล้านไร่
“หากเป็นเช่นนี้ การเปลี่ยนการใช้พื้นที่จากการเพาะปลูกพืชอาหารไปปลูกพืชพลังงานจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวอย่างแน่นอน สำหรับประเทศไทยแล้ว ความมั่นคงทางอาหารนั้นมีรากฐานหลักการผลิตที่สำคัญมาจากเกษตรกรรายย่อย และการใช้พื้นที่เพาะปลูกอย่างหลากหลาย ฉะนั้นผลที่ตามมาเมื่อมีการลดพื้นที่การผลิต การเพาะปลูกข้าว สิ่งแรกคือ จำนวนเกษตรกรก็จะลดลง สิ่งที่สองก็คือ จะมีการผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเก็บผลผลิตให้ได้มากขึ้น”
วิฑูรย์ กล่าวต่อว่า แม้ว่าชาวบ้าน-เกษตรกรจะสามารถทำการผลิตได้ผลจริง แต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยการผลิตมากขึ้น สุดท้ายชาวบ้านก็ไม่ได้อะไรเลย กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์คือกลุ่มบริษัทธุรกิจการเกษตรเท่านั้นเอง แนวคิดการเปลี่ยนฐานการผลิตจากพืชอาหารไปเป็นพืชพลังงานนี้ แท้จริงแล้วการผลิตจะต้องอยู่ภายใต้พันธนาการของบรรษัทยิ่งกว่าการผลิตพืชอาหารเสียอีก เพราะนอกจากเกษตรกรจะต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิต และเทคโนโลยีต่างๆ แล้ว ยังต้องส่งผลผลิตให้โรงงานจึงต้องพึ่งพาอยู่กับระบบอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งสำหรับพืชอาหารยังคงสามารถพึ่งพากลไกทางการตลาด หรือระบบตลาดแบบเดิมได้อยู่บ้าง และยังมีกลุ่มผู้ประกอบการในขั้นตอนต่างๆ อยู่มากราย แต่สำหรับพืชพลังงานแล้วนั้นมีน้อยรายกว่ามากนัก
ผอ.มูลนิธิชีววิถี กล่าวต่อว่า ในท่ามกลางสถานการณ์เหล่านี้ ก็มีข้อเสนอขึ้นมาด้วยว่าควรจะต้องมีการเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์จากพืชจีเอ็มโอ (พืชตัดต่อพันธุกรรม) มากยิ่งขึ้น จึงเกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่า ยังไม่มีการพิสูจน์ได้เลยว่า พืชจีเอ็มโอได้ผลผลิตมากกว่าพืชทั่วไป แม้กระทั่งการปลูกพืชจีเอ็มโอในสหรัฐอเมริกามาหลายปี ก็เห็นชัดว่าพืชจีเอ็มโอไม่ได้ให้ผลผลิตมากไปกว่าพืชทั่วไป คิดเฉลี่ยตามปริมาณผลผลิตเทียบกับขนาดของพื้นที่เพาะปลูก หรือผลผลิตต่อไร่ไม่ได้สูงกว่าเลย
“สิ่งที่สำคัญคือในการผลิตพืชแบบนี้ อำนาจในการผลิตจะตกไปอยู่ในมือของบรรษัทมากขึ้น นอกจากเรื่องของปุ๋ย ยาเคมีแล้ว ก็ต้องเพิ่มเรื่องพันธุกรรม (สิทธิบัตรพันธุ์พืช) เข้าไปด้วย ส่วนด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปัจจุบันก็เกิดเหตุการณ์บุกรุกที่ป่ากันอย่างมาก เพื่อนำมาปลูกพืชพลังงาน”
นอกจากนี้ คือต้องเฝ้าระวังคือ บรรษัทและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ ที่จะถือโอกาสผลักดันนโยบายของรัฐ เพื่อสนองผลประโยชน์ตน เช่น การลดพื้นที่ปลูกข้าวลง ให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่บริษัทตนได้ประโยชน์ เช่น ใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งต้องการน้ำและปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก รวมทั้งต้องซื้อพันธุ์จากบริษัททุกฤดูกาลผลิต และอาจถือโอกาสผลักดันพืชดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะข้าวโพด ถั่วเหลือง รวมถึงข้าว ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานและผลการศึกษาใดๆยืนยัน ว่าจะเกิดผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมไทย”
“ไม่เพียงเท่านั้น อาจมีการผลักดันให้มีจัดสรรพื้นที่เกษตรกรรมใหม่ เพื่อทำนิคมเกษตรกรรมใหม่ ที่ให้เกษตรกรมาเป็นแรงงานรับจ้าง โดยอ้างว่าเพื่อรับภาระความเสี่ยงแทนเกษตรกร หรือขยายโครงการเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) ออกไป โดยที่ดินยังเป็นของเกษตรกร แต่บริษัทควบคุมการผลิตและการตลาดไว้ในมือของตนแต่เพียงผู้เดียว และอาจเสนอเปลี่ยนพื้นที่ผลิตอาหารมาเป็นพืชพลังงานที่เกษตรกรต้องขึ้นต่อบรรษัทขนาดใหญ่มากขึ้น สัดส่วนการพึ่งพาอาหารในไร่นาตนเองลดลง เช่นเกษตรกรในภาคอีสานภาคกลางลดลงจาก 37-39 % เหลือเพียง 6 % ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยของเกษตรกรในภาคใต้ที่ปลูกยางพารา”
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิข้าวขวัญ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เสนอให้รัฐบาลยึดนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา คือ "ครัวเรือนเกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ส่งเสริมการขยายกระบวนการเรียนรู้ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร" โดย "เกษตรกรและชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางและแนวทางด้วยตนเอง" และ "อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจระดับประเทศ”
“ฉะนั้น หัวใจสำคัญของปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คือเราต้องคิดถึงการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ หรือการกระจายทรัพยากรกันอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่ว่าจะมีการพูดถึงการจัดสรรทรัพยากร หรือนโยบายส่งเสริมการเพาะปลูกทั้งพืชอาหาร และพืชพลังงาน ก็เป็นการส่งเสริมการผลิตเพื่อการค้าเป็นสำคัญเท่านั้น ภายใต้กลไกดังกล่าวนี้ เกษตรกรรายย่อยก็ยังคงตกอยู่ในภาวะที่ถูกบีบให้ต้องสูญเสียที่ดินออกไปมากยิ่งขึ้นทุกที ก็ทำให้กำลังการผลิตอาหารลดลงอีกด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่”
ผอ.มูลนิธิ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ณ วันนี้ว่า แม้ราคาข้าวจะดีขึ้นมากก็ตามแต่มีชาวนาฆ่าตัวตาย เพราะแท้จริงแล้ว ฐานทรัพยากรไม่ได้เป็นของชาวนา ไม่ว่าจะขายข้าวได้เงินมาก แต่ชาวนาจะได้จริงๆ เท่าไรไม่รู้เลย เพราะราคาปุ๋ยก็แพงขึ้นมาก ดังนั้นหากจะพูดกันถึงประเด็นปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ก็ต้องพูดถึงเรื่องการกระจายปัจจัยทางการผลิต ทั้งที่ดิน และรวมถึงเทคโนโลยีด้วย ที่ดินและเทคโนโลยีต้องอยู่ในมือของชาวนา แต่สิ่งที่บรรษัทธุรกิจต่างๆ นำเสนอต่อรัฐ ก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองทั้งสิ้น
โดยได้ยกตัวอย่าง กรณีที่มีการนำอาหารสัตว์ หรือข้าวโพดราคาถูกเข้ามา เนื่องจากราคาอาหารสัตว์ในประเทศแพงขึ้น บรรษัทเองก็ไม่ได้คำนึงถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลย คำนึงแต่การจะลดต้นทุนการผลิตของตัวเองเท่านั้น หรือกรณีของราคาเนื้อสัตว์แพงขึ้น รัฐก็ไม่มองว่าจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องราคาอาหารเป็นต้น นั่นคือการคิดถึงแต่ประโยชน์ของกลุ่มตนเป็นหลัก
อีกทั้ง “ที่ผ่านมารัฐไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่รัฐทำหน้าที่และเป็นกลไกหนึ่งที่ตอบสนองต่อบรรษัท ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือนโยบายทางการค้าใดๆ ก็ตาม ฉะนั้นภายใต้กลไกสถานการณ์ และวิกฤตพืชอาหารกับพืชพลังงานนี้ เราก็คงพึ่งพารัฐไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ ขบวนการภาคประชาชนต้องรีบแสดงจุดยืนร่วมกัน และมีข้อเสนอร่วมกันต่อสถานการณ์นี้อย่างเร่งด่วน โดยไม่ปล่อยให้กลุ่มธุรกิจ หรือภาครัฐที่อ้างว่าเป็นตัวแทนในการตัดสินใจเพื่อประชาชน ทำหน้าที่นั้นแต่เพียงผู้เดียว เพราะว่าเรากำลังถูกกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมกำหนดวาระอยู่ในขณะนี้ ภาคประชาชนต้องร่วมกำหนดวาระเอง และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย” วิฑูรย์ กล่าว
ที่มา : localtalk
http://www.biothai.net/web/show_page.php?h=53&s_id=31&d_id=31
เขียนโดย
GMan572
ที่
16:09
0
ความคิดเห็น
“ข้าวทองคำ”
“ข้าวทองคำ” ข้าวแปลงพันธุกรรมเสริมวิตามินเอ
บทนำ
ปัจจุบันประชากรโลกประมาณร้อยละ 40 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนในประเทศด้อยพัฒนาต้องทุกข์ทนกับ
ภาวะการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดสารอาหารที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำ เช่น วิตามินเอ
ธาตุเหล็ก และสังกะสี จึงมีนักวิจัยที่ริเริ่มนำเอาเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมมาใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
“ข้าวทองคำ” ซึ่งหมายถึงข้าวสีเหลืองทองที่เกิดขึ้นโดยวิธีพันธุวิศวกรรมเพื่อให้ข้าวมีเบต้าแคโรทีนสูง สารนี้
เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะให้วิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
เซเนก้าซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้อ้างว่า ข้าวทองคำนี้จะสร้างขึ้นเพื่อเกษตรกรผู้ยากจนในประเทศซีกโลกใต้
โดยไม่คิดมูลค่าใด ๆ ขณะเดียวกันก็จะขายข้าวทองคำนี้ให้กับประเทศพัฒนาที่ร่ำรวยเพื่อสร้างผลกำไรให้กับบริษัท
โดยมีจุดขายว่าป้องกันการเกิดมะเร็ง และเรตินาตาเสื่อม พืชเพิ่มสารอาหารโดยวิธีตัดแต่งยีนนี้กำลังถูกประชาสัมพันธ์
และแจกจ่ายไปอย่างกว้างขวางทั่วโลกพร้อมแผนงานที่บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีชีวภาพจะส่งผ่านเทคโนโลยีนี้ให้กับ
นักวิจัยทั่วโลกเกือบ 100 ประเทศ ภายใต้เงื่อนไขการแบ่งปันผลประโยชน์โดยอาศัยระบบสิทธิบัตรเป็นเครื่องมือ
รวมทั้งประเทศไทย บังคลาเทศ และเวียดนาม ที่แสดงความสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะยอมรับเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้
ประโยชน์อย่างสูงสุด
แท้จริงแล้วมีเพียงเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมเท่านั้นหรือที่จะเป็นแนวทางและกลไกการแก้ปัญหาการขาด
สารอาหารของคนยากจน สาเหตุและปัญหารากเหง้าของความยากจนที่แท้จริงเกิดจากสิ่งใด แนวทางการส่งเสริมพืช
เชิงเดี่ยวจากการปฏิวัติเขียวนั้นมีผลอย่างไรกับความหลากหลายพันธุกรรมพืชและสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่
อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ มากมายที่ประชาชนคนยากจนจะเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ง่ายที่สุด แนวทางการ
ปฏิวัติยีน ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติเขียวครั้งที่สองนี้จะนำพาประชากรโลกไปสู่ทิศทางที่นักพัฒนาเทคดนโลยี และบริษัทข้าม
ชาติได้เสนอกับประชาชนได้ถึงเพียงนั้นเชียว หรือเป็นเพียงคำโฆษณาที่วาดภาพสวยงามไว้กลางอากาศเพื่อบิดเบือน
ประเด็นปัญหาการโต้แย้งความไม่ปลอดภัยของพืชแปลงพันธุกรรมที่มีผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมล้อม รวมทั้ง
ปัญหาการผูกขาดทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อสังคมโลกในทุก ๆ ด้าน
ปัญหาภาวะการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อมนุษย์
ปัญหาการขาดสารอาหารและความอดยากเป็นปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสังคมโลก มีประชากรโลกร้อย
ละ 40 ที่ขาดสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุจำเป็น เด็กและสตรีซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียใต้เป็นกลุ่มที่ขาดธาตุ
เหล็กและสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำอยู่เป็นจำนวนมาก ภาวะทุโภชนาที่สำคัญได้แก่ การขาด
วิตามินเอ (VAD: Vitamin A deficiency)
วิตามินเอ เป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำ มีความสำคัญในการป้องกันปัญหาสายตา
ช่วยรักษาสภาพเนื้อเยื่อห่อหุ้มอวัยวะภายใน การป้องกันการเกิดโรคและต่อต้านการติดเชื้อ เช่น โรคท้องร่วง โรคใน
ระบบหายใจ วัณโรคปอด มาลาเรีย โรคติดเชื้อในหู รวมทั้งป้องกันการติดเชื้อไวรัสจากแม่สู่ทารก ถ้าขาดวิตามินเอ
เนื้อเยื่อจะเสื่อมสภาพ แห้งแข็ง หรือเป็นเกร็ด เยื่อบุภายในจะผลิตเมือกน้อยลง ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลง เชื้อโรคเข้าสู่
2
ในรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) ระบุว่า เด็กอายุต่ำ
กว่า 5 ปี ประมาณ 2.8 ล้านคน ต้องได้รับการดูแลทางคลีนิคเนื่องจากปัญหาการขาดวิตามินเอที่รู้จักกันดีในชื่อโรค
“Xerophthamia” หรือ “โรคเกร็ดปลากระดี่” เด็กในประเทศที่กำลังพัฒนามีอัตราการตายสูง 2 ใน 3 แต่
การขาดสารอาหารที่ร่างกายต้องการปริมาณต่ำในรูปสารอาหารเดี่ยว ๆ มักไม่ค่อยปรากฏให้เห็น1 หลาย ๆ ประเทศมี
ภาวะทุโภชนาที่เกิดจากการขาดธาตุสังกะสี วิตามินซี วิตามินดี โฟเลต ไรโบฟลาวิน ซีลีเนียม และแคลเซียม2 รวมทั้ง
สารอาหารที่ร่างกายต้องการปริมาณต่ำรวม 3 ชนิดคือ วิตามินเอ ธาตุเหล็ก และ ไอโอดีน3
UNICEF ได้การศึกษาถึงผลกระทบของการขาดธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุอาหารสำคัญที่ร่างกายจำเป็นและ
ต้องการในปริมาณที่ไม่สูงมากนัก เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ซึ่งทำหน้าที่รับออกซิเจนจากปอด
ไปให้เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อใช้ในขบวนการเผาผลาญเพื่อให้พลังงาน ปัญหาการขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาสำคัญ
ที่สุด คนทุกวัยหากขาดธาตุเหล็กจะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ในทารกที่เป็นโรคโลหิตจางจะทำให้พัฒนาการความฉลาด
ลดลง หญิงที่ตั้งครรภ์เกิดภาวะเสี่ยงต่อการแท้ง ตกเลือด และเลือดไหลไม่หยุดระหว่างคลอด เด็กทารกที่เกิดจากแม่ที่
เป็นโรคโลหิตจางจะมีน้ำหนักเบาและเป็นโรคโลหิตจางด้วยเช่นกัน รายงานของ UNICEF ระบุว่าประชาชนกว่า 2
พันล้านคนทั่วโลกเป็นโรคโลหิตจาง และประมาณ 2 เท่าหรือ 3 - 7 พันล้านคนขาดธาตุเหล็ก โดยจะพบอาหารขาดมาก
ที่สุดในกลุ่มผู้หญิง ในประเทศด้อยพัฒนาเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ประมาณ 40 - 50 % และผู้หญิงตั้งครรภ์มากกว่า 50 %
ขาดธาตุเหล็ก UNICEF ยังประเมินว่า คนในเอเชียและอัฟริกาประมาณ 20 % ต้องตายลงเพราะขาดธาตุเหล็ก
โดยแต่ละปีมีคนตายมากกว่า 1 ล้านคน
ตัดแต่งยีนเพิ่มสารอาหารในข้าว
ข้าววิตามินเอถูกนำเสนอในวารสาร Science เดือนสิงหาคม 25424 ข้าวแปลงพันธุกรรมนี้สามารถผลิตสาร
เบต้า แคโรทีน ที่เนื้อเยื่อสะสมอาหารเลี้ยงต้นอ่อนในเมล็ดพันธุ์พืช ทำให้เมล็ดข้าวมีสีเหลือง จึงเรียกข้าวนี้ว่า “ข้าว
ทองคำ” ความคิดเรื่องตัดต่อยีนที่สร้างเบต้าแคโรทีนลงในข้าวเกิดขึ้นมาเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ
UNICEF และ WHO ที่แสดงให้เห็นว่าโรคขาดวิตามินเอมีขึ้นในประเทศที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก
“ข้าวทองคำ” เป็นผลงานของ 2 ทีมนักวิจัยชาวเยอรมันภายใต้การดูแลของ ดร. อิงโก โพไตรกัส (Ingo Potrykus) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสวิสในเมืองซูริก และ ดร. ปีเตอร์ บายาร์ (Perter Beyer) จาก
มหาวิทยาลัยแห่ง Freiburg
1 Howson, C.P et.al. 1998. Prevention of micronutrient deficiencies. National Academy Press, Washington D.C.
2 Alnwick DJ. 1998. Combating micronutrient deficiencies: problems and perspectives. Proc. Nutr. Soc. 57:13747
3 Underwood B.A. and S. Smitasiri.1999. Micronutrient malnutrition: Policies and programs for control and their implications. Annual Review of Nutrition. Vol. 19; p. 303
4 Trisha Gura (1999), “New Genes Boost Rice Nutrients”, Science, Vol. 285, 13 August 1999, pp. 98-99
3
เมื่อวันที่ 3 สิงคาคมปีที่แล้ว ดร.โพไตรกัส ซึ่งเป็นนักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีพฤกษศาสตร์แห่งสวิสเซอแลนด์
ได้ประกาศในการประชุมนักกีฎะวิทยานานาชาติ ครั้งที่ 16 ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จาก 100 ประเทศมากกว่า 4,000 คนเข้า
ร่วมประชุมถึงการวิจัยข้าวแปลงพันธุกรรมเพื่อเพิ่มสารอาหารว่าได้แบ่งทีมการวิจัยออกเป็นสองกลุ่มตามสภาวะปัญหา
การขาดสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำคือ กลุ่มศึกษาการเพิ่มวิตามินเอ และธาตุเหล็กโดยพันธุ
วิศวกรรม
ภาระกิจในการเพิ่มวิตามินเอมี ดร.บายาร์ และ ซาลิม อัล-บาบิลล์ (Salim Al-Babill) จาก Freiburg
ทำงานร่วมกับทีมของ ซูดอง ยี (Xudong Ye) ซึ่งมีผู้ร่วมงานอีกสองคนคือ ปีเตอร์ เบิร์กฮาร์ด (Peter
Burkhardt) และ แอนเดรียส (Andreas Kloti) นักวิจัยได้ค้นพบว่าพืชในสกุลนาร์ซิสซัส (Narcissus) คือ
ดอกแดฟโฟดิล (Daffodil ชื่อวิทยาศาสตร์ Narcissus pseudonarcissus) มียีนอยู่ 4 ยีนที่สามารถสร้าง
เบต้าแคโรที คือ phytoene synthase, phytoene desaturase, x-carotene desaturase และ
lycopene cyclase
นักวิจัยได้ใส่ยีนจากแบคทีเรีย Erwinia uredovora5 (ซึ่ง Kirin Brewery เป็นเจ้าของสิทธิบัตร)
เพื่อสร้างสาร double desaturase ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นปฏิริยาการทำงานมีผลต่อเซลลเนื้อเยื่อสะสมอาหารของ
ข้าวมีสีเหลืองซึ่งการจากสารเบต้าแคโรทีน เมื่อคนกินข้าววิตามินเอนี้เข้าไป 300 กรัมต่อวันก็จะทำให้ได้รับวิตามินเอใน
ปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน
ในทีม ดร.โพไตรกัส และทีมประกอบด้วย ปาปา ลุคคา (Paca Lucca) และ ริชาร์ด เอฟ. เฮอร์เรลล์
(Richard F. Hurrell) จาก ETH ซูริค และ ฮอฟฟ์แมนน์ ราโรชี (Hoffmann LaRoche) จากบาเซล ได้
ทำการศึกษาการเพิ่มธาตุเหล็กในข้าว
โดยรายงานการศึกษาว่า ข้าวมี กรดไฟติก (phytric acid) ซึ่งเป็นสารที่ขัดขางการดูดซึมของธาตุเหล็ก การเพิ่มการ
ดูดซึมเพื่อให้ธาตุเหล็กไปใช้ประโยชน์ในร่างกายทำได้โดยการใส่ยีนที่ย่อยสลายกรดไฟฟริก (สารที่ขัดขวางการดูดซึม) คือ
ไฟเตส ยีน (phytase gene) ซึ่งได้จากแบคทีเรียที่ชื่อ Phaseolus vulgare อันดับต่อมาคือลดสารไฟเตต
ในข้าวที่หุงสุกแล้วโดยการใส่ยีนจากเชื้อรา Aspergillus fumigatus ที่ทนต่อความร้อน ลำดับสุดท้ายคือเพิ่ม
ประสิทธิภาพดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ประโยชน์โดยใส่ยีน Sulfuronic methollothoinin จากโปรตีนในข้าว
(Oryza sativa) และเพิ่มโปรตีนที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบชื่อ cyteine สูงขึ้น 25 %
แผนงานของบริษัทเกี่ยวกับ “ข้าวทองคำ”
ข้าววิตามินเอแปลงพันธุกรรมนี้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยการสนับสนุนทุนจากมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ และ
คณะกรรมาธิการยุโรป แต่บริษัทเซเนก้า (Zeneca Agrochemecals ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันระหว่าง
Novartis และ Syngenta)) โดยผ่านตัวกลางอย่างบริษัทเล็ก ๆ พัฒนาวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพอย่าง กรีนโนเวชั่น
(Greenovation) ซึ่งตั้งขึ้นโดยมหาวิทยาลัย Freiburg เมื่อกันยายนปีที่แล้วเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการ
5 Xudong Ye et al (2000), “Engineering the Provitamin A (β-carotene) Biosynthetic Pathway into (Carotenoid-Free) Rice Endosperm”, Science, Vol. 287, 14 January 2000, pp. 303-305)
4
FAO ซึ่งนักประดิษฐ์คาดว่าผลการศึกษาวิจัยข้าว
ทองคำ เพื่อต่อสู้กับภาวะขาดวิตามินเอจะมีผลสำเร็จในปี 25466
ตัวแทนบรรษัทข้ามชาติอย่าง ดร.เอเดรียน ดูบ็อค นักวิจัยพืช ผู้จัดการเทคโนโลยีชีวภาพด้านการตลาดของ
เซเนก้า เจ้าของเอกสิทธิในการประดิษฐ์ข้าวทองคำ ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปีนี้ (2543) ว่าเซเนก้ามีความ
พยายามที่จะเพิ่มคุณค่าสารอาหาร โดยสนใจโอกาสทางการตลาดและสร้างในอเมริกาเหนือ และญี่ปุ่น โดยสร้างจุดขาย
ว่าเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง (anti – oxidant) ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจ และโรคเรตินา
ตาเสื่อม ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะแพร่กระจายข้าววิตามินเอนี้ให้กับคนยากจนเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดสารอาหารที่
จำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยให้กับประเทศยากจนที่ด้อยพัฒนา เซเนก้าใช้เงินลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี
ตัวนี้ไป 2 - 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสิทธิบัตรที่ตนเป็นเจ้าของ เซเนก้าเองยังใจ
ยินดีที่จะสนับสนุนให้นักประดิษฐ์ได้สร้างและค้นคว้า เพื่อให้ข้าวแปลงพันธุกรรมแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในประเทศ
ต่าง ๆ ทั่วโลก
นายเอเรียน ยังกล่าวอีกว่า เซเนก้าได้เอกสิทธิทั้งหมดในการพัฒนาข้าวทองคำจากบริษัทกรีนโนเวชั่นที่ ดร. บา
ยาร์เป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง แต่อนุญาตให้นักวิจัยทำสัญญาการใช้สิทธิชั่วคราวในการแทรกยีนจากดอกแดฟโฟดิล
และยีนแบคทีเรียเพื่อสร้างเบต้าแคโรทีนลงในพืชทุกชนิด ปัจจุบันมีนักวิจัย 80 - 100 ประเทศทั่วโลกที่สนใจนำเทคโนโลยี
ดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศบังคลาเทศ เวียดนาม และไทย มีความกระตือรือล้นในการที่จะศึกษาวิจัยเทคโนโลยีนี้เป็น
อย่างยิ่ง
สอดรับกับที่ประกาศของเซเนก้าและนักค้นคว้าจะสามารถกระจายเมล็ดข้าวทองคำแปลงพันธุกรรมไปได้อย่าง
ทวีคูณด้วยขบวนการผสมข้ามแบบดั้งเดิม ซึ่งก่อนหน้าที่เซเนก้าจะออกมาประกาศเรื่อง “ข้าวทองคำ” เพียง 10 วัน
สภาสูงของสหรัฐได้อนุมัติเงินให้กับกองทุนพิเศษเป็นจำนวนเงิน 3 ล้านเหรียญสหรัฐตามที่อีรี่เสนอให้มีการทำโครงการ
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพในโปรแกรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชีย
ปัญหาที่เกิดจากข้าวทองคำ
ก.ระบบสิทธิบัตรกับการพัฒนาเทคโนโลยีและความปลอดภัยทางชีวภาพ
ระบบสิทธิบัตรถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ดีในการควบคุมสิทธิทางการค้าข้าวทองคำเทียบเท่ากับการเข้าไปมีบทบาท
ในการกำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การเกษตร และการค้าภายในประเทศที่นำเอาเทคโนโลยีของเซเนก้าไปใช้
การศึกษาในเรื่องสิทธิบัตรการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดย หน่วยปฏิบัติการระหว่างประเทศด้านทรัพยากรพันธุกรรม
หรือ เกรน (GRAIN : Genetic Resources Action International) พบว่ากรณีที่มอนซานโต้ต้องการ
แปลงพันธุกรรมพืชน้ำมันเรปซีดเสริมวิตามินเอมีพันธะสัญญาที่ผู้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ต้องจ่ายให้กับบริษัทคาลยีน
(Calgene) ซึ่งมีสิทธิบัตรในเทคนิคการสร้างเบต้าแคโรทีนในเรปซีด (WO9806862) และใช้งบประมาณในการ
ประชาสัมพันธ์ napin promotor ซึ่งเป็นยีนสนับสนุนการขนถ่ายยีนเป็นเงินสูงถึง 5,420,034 เหรียญสหรัฐ
รวมทั้งต้องจ่ายเงินตามสัญญาให้ Kirin Brewery เจ้าของสิทธิบัตรยีนที่ทำหน้าที่สังเคราะห์สารคาโรทีนอยด์จาก
แบคทีเรีย Erwinia uredovera (EP0393690)
6
5
การพัฒนาข้าวทองคำเกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรในขบวนการ ทั้งในยีน และยีนสนับสนุน อย่างน้อย 6 สิทธิบัตรที่
สำคัญ
ตารางที่ 1 แสดงบัญชีรายชื่อในการขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในข้าวทองคำ
ขบวนการ และ Sequence
เลขทะเบียนสิทธิบัตร
เจ้าของ/บริษัท
Agrobacterium transformation
WO8603776
(1986)
Plant Genetic Systems (Aventis)
Daffodil Phytoenhe-Synthase (PSY) and Lycopene-Cyclase (LYC) genes
Patent applied for by developers
University of Freiburg
Erwinia uredovora phytoene desaturase gene (CrtI)
EP0393690 (1990)
Kirin Brewery
Use of constructs comprising a carotenoid biosynthesis gene
WO9806862
(1998)
Calgene* (Monsanto)
Endosperm-specific glutelin (Gt1) Promoter of the Daffodil genes
J6391085
(1988)
Noriinsho
CaMV 35S promoter of the E. uredovora gene
US5106739
(1992)
Calgene (Monsanto)
AphIV marker gene
US5668298
(1997)
Eli Lilly
Source: Compiled by GRAIN from Xudong Ye et.al. (2000), Derwent Biotechnology Abstracts and Esp@cenet
* การอ้างสิทธิในพืชแปลงพันธุกรรมที่สร้างเมล็ดที่เพิ่มระดับแคโรทีนอยด์ โดยบริษัท Calgene มีข้อตกลงระหว่าง
Kirin Brewery สิทธิบัตรให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้ประโยชน์ได้
ทีมวิจัยของซูริคและ Freiburg มีสิทธิบัตรในการแทรกยีนในขั้นตอนการเผาผลาญในการสังเคราะห์เบต้าแค
โรทีน ในเมล็ดข้าว นักวิทยาศาสตร์ยังได้อ้างสิทธิเทคโนโลยีอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันสิทธิของบริษัทหุ้นส่วน มูลนิธิร็อกกี้
เฟลเลอร์และคณะกรรมาธิการยุโรปสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรเพื่อหาผลกำไรได้
ขณะที่บริษัทซีบ้าไกกี้ (Ciba-Gegy เป็นการรวมตัวกันระหว่างบริษัทแซนดอซกับโนวาร์ติส) ได้สร้างยีน บี
ที (Bt gene) แล้วให้อีรี่นำไปพัฒนาต่อในข้าวและให้เปล่ากับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วโลกในรูปของความร่วมมือวิจัยกับ
6
CIP (Central International de la Papa)เป็นกลไกสำคัญในการกระจายยีนบีทีในข้าว ซึ่งจะพบได้ทั่วไปในประเทศกำลัง
พัฒนาผู้ผลิตข้าว ยกเว้นในประเทศ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป
ร็อกกี้เฟลเลอร์ เคยให้ทุนการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพในข้าวเมื่อปีก่อนในจำนวนมากกว่า 3 พันล้านเหรียญซึ่ง
เทียบแล้วน้อยกว่าบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่ให้กับการวิจัยสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้เพิ่มสารอาหารในปีเดียวกันมากกว่าถึง
13 พันล้านเหรียญ
นักวิจัยจะสามารถควบคุมการประดิษฐ์ทั้งหมดได้ถ้าเซเนก้าทำสัญญอนุญาติให้นักวิจัยใช้ประโยชน์ชั่วคราว
(licensing agreement) ผ่านทางกรีนโนเวชั่น อย่างไรก็ดี นายกอร์ดอน คอนเวย์ (Gordon Conway)
ประธานมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ได้ออกมายืนยันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ (2543) ว่าการพัฒนาพันธุ์ข้าวทองคำนี้จะต้องใช้
สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องถึง 72 สิทธิบัตร ซึ่งดูจะเป็นเรื่องยุ่งยากอยู่ไม่น้อยในการที่จะจัดการแบ่งปันผลประโยชน์ของเจ้าของ
สิทธิบัตรกับนักประดิษฐ์ที่ได้ลงทุนไปในข้าวทองคำที่ให้เปล่าแก่คนยากจน
ข.ผลกระทบในโครงสร้างการพัฒนาความปลอดภัยทางชีวภาพ
ปัจจุบัน แม้ว่าเมล็ดพันธุ์ตัดต่อยีนยังต้องใช้เวลาอีกนานในการที่จะพัฒนาการดูดซึมเบต้าแคโรทีนในเนื้อเยื่อ
อาหารของเมล็ดพันธุ์ไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้เต็มที่ และยังมีปัญหาในเรื่องสิทธิบัตรในยีนและขั้นตอนต่างๆ ในการ
พัฒนาข้าวทองคำซึ่งต้องอาศัยสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 72 สิทธิบัตร ทางหน่วยงานวิจัยด้านการเกษตรใน
ประเทศต่าง ๆ ได้วางแผนจะกระจายข้าวตัดแต่งพันธุกรรมไปแล้วอย่างเช่นที่ ศูนย์วิจัยข้าวนานาชาติ หรือ IARCs
(International Agriculture Research Centter) สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติหรืออีรี่ ในประเทศ
ฟิลิปปินส์ และ ICRISAT ในอินเดีย รวมทั้ง CIAT ในเขมร ซึ่งเป็นแหล่งผสมข้ามพันธุ์ข้าววิธีดั้งเดิมได้ทำการ
ทดสอบผสมพันธุ์ข้าวทองคำในพันธุ์ลูกผมที่ตนปลูกไว้อย่างกว้างขวาง เช่น ใน IR64 เป็นต้น
เมื่อนักประดิษฐ์ในประเทศกำลังพัฒนายอมรับเอาเทคโนโลยีข้าวทองคำไปใช้ตามโครงการ “ถ่ายทอด
เทคโนโลยี” ของเซเนก้า สิ่งที่จะตามมากกว่านั้นก็คือเซเนก้าจะเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดแนวทางการวิจัย และ
มาตราการความปลอดภัยทางชีวภาพภายในประเทศ ซึ่งจะเปิดการเปิดประตูให้นำเข้าเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมให้ผ่านไป
ได้อย่างสะดวก โดยอาศัยกลไกของรัฐภายใต้ความร่วมมือการศึกษาวิจัยโดยอาศัยกลไกของรัฐภายใต้ความร่วมมือการ
ศึกษาวิจัยนำเสนอมาตรการการควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพและมาตรการความปลอดภัยอื่น ๆ ที่บริษัทสร้างขึ้น
แล้วให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพแห่งชาติของประเทศนั้น ๆ เป็นเครื่องมือในการประเมินผลความ
ปลอดภัยที่มีผลต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เซเนก้าใช้วิธีการเช่นนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ดังที่นายเอเรียนได้
ให้สัมภาษณ์ว่า เซเนก้าในการสร้างมาตรการเทคโนโลยีชีวภาพที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากการทดสอบความ
ปลอดภัยระดับสนามในประเทศอังกฤษ สเปน กรีซ และฮอนดูรัส ซึ่งทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นประเทศแรกที่จด
ทะเบียนอาหารแปลงพันธุกรรม และด้วยความชำนาญในด้านมาตราการความปลอดภัย การวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ
การพัฒนาสินค้า และการจัดการด้านทรัพย์สินทางปัญญาจะให้ประโยชน์กับนักประดิษฐ์
7 CGIAR Private Sector Committee (1997), Strengthening CGIAR-Private Sector Partnerships In Biotechnology: A Private Sector Committee Perspective on Compelling Issues, April 30, 1997
7
ไม่ใช่แต่ข้าวเท่านั้นที่นักวิจัยมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศโลกที่สาม ดร. ดร.บายาร์ ได้
ออกมาประกาศว่าการจดสิทธิบัตรได้ครอบคลุมไปถึงการแทรกยีนในขั้นตอนการเผาผลาญในการสังเคราะห์เบต้าแคโร
ทีนในพืชทุกชนิดไม่เฉพาะแต่ข้าวเท่านั้น ข้าวเป็นเพียงพืชชนิดหนึ่งที่จะทำเพื่อให้เปล่ากับเกษตรกรที่ยากจน ซึ่ง
หมายถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี “ข้าวทองคำ” เป็นเพียงเทคนิคตัวเดียวที่ถูกนำเสนอให้สาธารณะได้เห็นถึงความใจ
กว้างของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ได้ทำเป็นข้อตกลงเฉพาะระหว่างนักประดิษฐ์กับ IARCs ในการขนถ่ายยีนเพื่อ
สร้างข้าวทองคำในสายพันธุ์ข้าวเขตร้อน
ข.ข้าวทองคำ ตัวอย่างของการผูกขาดการผลิตอาหารโลก
การพัฒนาพันธุ์พืชโดยระบบอุสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพโดยอาศัยระบบสิทธิบัตรสามารถคุ้มครองสิทธิ
เด็ดขาดให้กับเจ้าของสิทธิบัตรให้สามารถผูกขาดความรู้และเครื่องหมายการค้าในผลิตภัณฑ์ของบริษัท8 การถ่ายทอด
เทคโนโลยีให้กับประเทศผู้รับที่ด้อยพัฒนาแม้จะเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตทางอุตสาหกรรมเกษตรและสร้างองค์
ความรู้ให้กับเหล่านักวิจัย แต่ผลเสียอีกด้านหนึ่งที่จะตามมานั้นมักไม่มีใครกล่าวถึงมัน
การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วยการทำสัญญา บริษัทผู้เป็นเจ้าของสามารถทำสัญญาในหลายรูปแบบด้วยกัน9 เช่น
ข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing Agreement) สัญญาให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค (Technical assistance contracts) สัญญาการจัดการ (Management contract) หรือสัญญาจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ
(Turn- key contract) เป็นต้น ซึ่งประเทศด้อยพัฒนามีโอกาสเลือกทำสัญญาได้เหมือนซื้อสินค้า แต่จะต้อง
สร้างมาตรการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มเแข็งเพียงพอเสียก่อนจึงจะสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของ
เทคโนโลยีได้ ในกรณี “ข้าวทองคำ” หากประเทศที่ยากจนอย่างไทยผลิตออกมาได้จริงและเป็นที่ยอมรับของตลาดใน
ประเทศที่ร่ำรวย สิ่งหนึ่งที่เซเนก้าก็จะได้ผลประโยชน์อย่างแน่นอนก็คือจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการส่งออกข้าว
ทองคำเกษตรกรรายย่อยหรือบริษัทผู้ส่งออกในประเทศไทย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตอีกอย่างหนึ่งนอก
ทดแทนกับค่าเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับมาจากบริษัท
บริษัทยังสามารถใช้ระบบสิทธิบัตรในการเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเมล็ดพันธุ์ในประเทศด้อยพัฒนา
เคลื่อนย้ายทุนจากประเทศผู้ลงทุนไปยังประเทศผู้รับทุนได้ในรูปแบบองค์กรวิสาหกิจ โดยอาศัยการคุ้มครองสิทธิเด็ดขาด
มีผลให้บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีสามารถระดมทุนจากที่ต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะมีเครื่องมือประกันผลกำให้แล้วอย่างหนึ่ง
ส่วนปัจจัยอื่นที่มีผลเกี่ยวข้องการลงทุนที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจะเข้ามาเปิดดำเนินการในประเทศไทยในอนาคต
อันใกล้นี้ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถทำสัญญาเช่าที่ดินได้อย่างน้อย 30 ปี และการเปิดให้ชาวต่างชาติ
สามารถประกอบอาชีพนักปรับปรุงพันธุ์พืชซึ่งแต่เดิมเป็นอาชีพสงวนของคนไทยได้ ตาม ปว. 281 ที่รัฐบาลไทยได้ทำการ
แก้ไขในกฎหมาย 11 ฉบับตามเงื่อนไขของ IMF ซึ่งหากพิจารณาถึงกำลังความสามารถ และความพร้อมในหลาย ๆ
ด้านหน่วยงานรัฐของไทยจึงไม่อาจพัฒนาตนให้มีความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ
ได้อย่างแน่นอน
คำกล่าวอ้างของบริษัทเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมและนักวิจัยถึงการแก้ปํญหาการขาดแคลนสารอาหารในกลุ่ม
คนยากจนในประเทศด้อยพัฒนา “เพื่อช่วยเหลือคนจน” ดูจะน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเมื่อเซเนก้าถือเอกสิทธิ์ทางการค้าเพื่อ
8 วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ “ไปให้พ้นปฏิวัติเขียว” ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม 2535
9 จักรกฤษณ์ ควรพจน์ “ปัญหาและผลกระทบของกฎหมายสิทธิบัตรที่มีต่อประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา” สารัตถะแห่งชุมชน”
เครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทย (หน้า 21 – 55)
8
Orinova) ในญี่ปุ่นซึ่งทำกิจกรรมด้านการจัดจำหน่ายข้าวทองคำ ซึ่ง
หากชาวนาประเทศไทยต้องการส่งออกข้าวไปยังประเทศญี่ปุ่น หรือฟิลิปปินส์จะต้องลงทุนด้านการค้าร่วมกับเซเนก้า หรือ
จ่ายค่าธรรมเนียมการส่งออกให้กับทางบริษัทจึงจะสามารถประกอบธุรกิจจากข้าวทองคำได้
ค.เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมทำลายความหลากหลายทางพันธุกรรม
การตัดแต่งพันธุกรรมสารอาหารในสินค้าส่งออกสำคัญเพื่อสนับสนุนการนำแหล่งอาหารธรรมชาติไปวิจัยและ
พัฒนาการเกษตรโดยละทิ้งความหลากหลายทางพันธุกรรมชีวภาพ “อาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการ” เช่น ข้าว
วิตามินเอ หรือน้ำมันเบต้า แคโรทีนสูง โดยวิธีทางพันธุวิศวกรรมส่งผลกระทบต่อการสูญเสียความหลากหลายของ
พันธุกรรมเพิ่มมากขึ้น เป็นการฆาตกรรมระบบเกษตร และลดความหลากหลายของสารอาหารลง โดยมีเป้าเพียงแค่ให้
สารอาหารเดี่ยวที่ร่างกายต้องการปริมาณต่ำ เช่น วิตามินเอ ใส่ลงไปในพืชที่กินเพื่อแก้ปัญหาโรคขาดสารอาหารที่
ร่างกายต้องการปริมาณต่ำโดยรวมทั้งหมด
คนที่ต้องทนทุกข์กับการขาดสารอาหารในระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าและการส่ง การกำหนดเพียง
แค่สารอาหารเดี่ยวในพืชเพื่อสร้างความนิยม และความต้องการสารอาหารโดยการขนถ่ายยีนแปลกปลอมจากนอก
ประเทศเข้าไปแทรกในพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นเพียงการตกแต่งปัญหาที่เกิดจากผลพวงของการปฏิวัติเขียวให้ดูดีเท่านั้น
วิธีการสร้าง “ข้าวทองคำ” หากเพื่อคนจนอย่างแท้จริง อาจไม่ใช่จริยธรรมที่เหมาะสมเมื่อยังมีแนวทางอื่นที่จะสร้างให้
เกษตรกร คนยากจนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสารอาหารหลากหลายประเภทที่มีอยู่ในพืชผักผลไม้พื้นบ้านที่
มีมากมายหลายประเภท หาได้ง่าย และราคาถูก
ข้าวทองคำเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการแก้ปัญหาความยากจนบนการตัดสินใจครอบจักรวาลโดยการพัฒนา
เทคโนโลยีของประเทศซีกโลกเหนือ มุมมองในการใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาการขาดวิตามินเอทำให้นึกถึงรูปแบบ
ของการปฏิวัติเขียว ที่เคยคิดว่าจะใช้เพียงเทคโนโลยีแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอย่างความยากจนและความหิวโหยลงได้แต่กลับ
ทำให้เกษตรกร คนยากจน รวมทั้งกลุ่มผู้หญิงในประเทศที่ยากจนอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่จะไปสามารถควบคุมได้ แทนที่จะ
มีนโยบายให้คนยากจนเป็นผู้ได้รับประโยชน์กลับกลายเป็นผู้เผชิญเคราะห์กรรที่ต้องรับผลกระทบที่จะเกิดตามมาจากพืช
เชิงเดี่ยว
นโยบายควบคุมความหลากหลายของแหล่งอาหาร หรือการควบคุมให้เป็นแบบเดียวกัน แม้ว่าจะมีการปรับ
การควบคุมพฤติกรรมการกินอาหารเพียงบางส่วนด้วยการเพิ่มผลผลิต และส่งเสริมการบริโภคอาหารเสริมเบต้า แคโรทีน
ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาวในการต่อสู้กับการขาดวิตามินเอ เป็นเพียงขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมเพียงเล็กน้อยในทิศทางการ
แก้ปัญหานี้มากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในปี 1991 กวีเอกที่ได้รับรางวัล World Food Prize ดร.Navin Scrimshaw เขียนไว้ว่า
“เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอย่างยิ่งที่โรครักษาโรค เกร็ดปลากระดี่ (Xerophthalmia) และการโรคปัญหาทาง
สายตาที่มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินเอปรากฎในกลุ่มประชากรที่อยู่ในบริเวณที่มีแหล่งอาหารจากพืชผักผลไม้
9
ในเอเชียแม้จะมีการผลิตธัญพืชเพิ่มมากขึ้นโดยการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อเป็นสินค้าส่งออกเลี้ยง
ประชากรโลก และการกระจายการได้รับสารอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนสูงขึ้นก็ตาม แต่การขาดสารอาหารที่ร่างกาย
ต้องการในปริมาณต่ำยังมีเพิ่มสูงขึ้นมาก11 ขณะเดียวกันวัตถุดิบที่ใช้ในการบริโภคและการบริโภคอาหารที่อุดมด้วย
สารอาหารที่ร่างการต้องการในปริมาณต่ำก็ไม่ได้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในหลายกรณีกลับลดปริมาณลง มีพืช
เพียง 30 ชนิดที่เป็นอาหารหลักของโลก ประมาณ 90 % เป็นอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนตามที่ร่างกายต้องการ
มากกว่าครึ่งของอาหารเหล่านี้เป็น ข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพดเท่านั้น ในบางกรณีประชากรหลายล้านคนเข้าถึงพืชที่มี
สารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำได้น้อยลง ปัจจุบันประชาชนมากกว่า 2 พันล้านคนบริโภคอาหารที่มีความ
หลากหลายน้อยกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว (ก่อนปฏิวัติเขียว) ซึ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการขาดสารอาหารที่ร่างกายต้องการใน
ปริมาณต่ำ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก วิตามินเอ ไอโอดีน สังกะสี และซีลีเนียม12
ปฏิวัติเขียวยังเป็นสาเหตุสำคัญในการทำลายพันธุ์พืชพื้นเมืองที่หลากหลาย ทำให้เกิดการสูญเสียพันธุกรรมทั่ว
โลก รวมทั้งมีผลกระทบต่อพืชผักสวนครัว ในการสำรวจการทำเกษตรภายในครัวเรือนของประเทศเกาหลีซึ่งเป็น
รูปแบบการดำรงชีวิตที่สำคัญดังเดิมของชุมชนที่ไม่ใช้เพียงแค่การอนุรักษ์เฉพาะแค่พันธุ์พืชผักและเป็นแหล่งวิตามิน และ
แร่ธาตุที่สำคัญในระดับครัวเรือน พบแสดงให้เห็นว่า พืช 143 ชนิดที่เคยปลูกในสวนครัวเมื่อปี 2528 ในปี 2536 เหลือ
ปลูกเพียงแค่ 26 % ของพื้นที่ที่เคยปลูก13
การรวบรวมข้อมูลของฐิรวุฒิและพรพนาเมื่อปี 2539 พบว่าปัจจุบันชาวชุมชนในพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ทางตอน
เหนือของประเทศไทยปรับระบบเกษตรกรรมของชุมตามเงื่อนไขของการมีขนาดที่ดินทำกินจัด โดยใช้เทคโนโลยีที่
เหมาะสมกับชุมชนและสภาพระบบนิเวศน์มาประสานกับองค์ความรู้ดั้งเดิมของชุมชน ความเชื่อ พิธีกรรม และความ
มั่นคงทางอาหาร ทำให้รูปแบบของระบบเกษตรมีลักษณะถาวรมากขึ้น ปัจจุบันคนเผ่ากะเหรี่ยง อาข่า ลาหู่ญี ยังคงปลูก
พืชพันธุ์หลากหลายชนิดและสายพันธุ์ ทั้งในไร่นาและในสวน เช่น ปกากะญอบ้านห้วยหอยมีพืชร่วมกับข้าวไม่น้อยกว่า
70 ชนิด พืชที่ปลูกในสวน 25 ชนิด ล่าหู่ญีปลูกพืชร่วมกับข้าวในไร่ไม่น้อยกว่า 30 ชนิด มีพืชที่ปลูกในสวน 20 ชนิด
นอกจากข้าวแล้วยังปลูกพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง งา ถั่วลิสง ฯลฯ ในไร่ไม่ต่ำหว่า 35 ชนิด ส่วนกะเหรี่ยงโปปลูก
พืชไร่ไม่น้อยกว่า 48 ชนิด ปลูกพืชหลักในสวน 6 ชนิด โดยแต่ละชนิดมีสายพันธุ์แตกต่างกันไป14
ในขณะที่การส่งเสริมพืชเชิงเดี่ยวจำต้องพึ่งสารเคมีการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตส่งผลกระทบต่อการเกิดมลพิษใน
ดิน น้ำ อากาศ เนื่องจากการใช้สารเคมีในครั้งหนึ่ง ๆ นั้นจะใช้ประโยชน์ได้เพียง 25 % เท่านั้น ส่วนอีก 75 % จะกระจาย
ลงสู่สิ่งแวดล้อมล้อม จากการสำรวจและวิเคราะห์สารพิษตกค้างในดินเมื่อปี 2519 – 2522 พบสารตกค้างกลุ่มออร์แก
10 World Declaration and Plan of Action for Nutrition, 1992.
11 Welch, R.M. and R.D. Graham. 1999. Special issue on micronutrients. Field Crops Research. Vol.60.
12 Welch, R.M. and R.D. Graham. 1999. Special issue on micronutrients. Field Crops Research. Vol.60.
13 FAO, 1998. The state of the world’s plant genetic resources for food and agriculture. FAO, Rome.
14 ฐิรวุฒิ เสนาคำ และ พรพนา ก๊วยเจริญ “พันธุกรรมข้าว บทบาทการอนุรักษ์และพัฒนาโดยชุมชน” เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
(2539)
10
% ของตัวอย่างที่ตรวจ จนถึงปี 2530-31 ยังพบสารดังกล่าวอยู่ในดินที่ทำการเกษตรทั่วประเทศใน
ปริมาณที่มาก15
ก่อนหน้าปฏิวัติเขียวนั้นประเทศไทยมีปลาน้ำจืดประมาณ 600 – 650 ชนิด การใช้สารเคมีในนาข้าวได้ทำให้
ปลาธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักของชาวนาสูญหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางซึ่งเป็นที่
ราบลุ่มกว้างใหญ่และแหล่งพันธุ์ปลาชุกชุมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือนับตั้งแต่ปี 2522
เป็นต้นมา เกิดโรคระบาดในปลาธรรมชาติเนื่องจากผลกระทบของการใช้สารเคมี ส่งผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจปี
ละ 500 – 700 ล้านบาท การใช้สารเคมีการเกษตรของเกษตรกรในภาคกลางของไทย ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการ
ส่งเสริมรูปแบบการเกษตรที่เพื่อการสร้างแหล่งอาหารให้พอเพียงกับเกษรกรรายย่อยการเลี้ยงปลาในนาข้าวภาคกลาง
แต่โครงการนี้กลับประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูงในภาคอีสานของไทยซึ่งมีการใช้สารเคมีการเกษตรน้อยมาก
รายงานการบริโภคผักใบเขียวและเหลืองในฟิลิปินส์พบว่ามีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 16 สอดคล้องกับ
ปริมาณการบริโภคผัก ผลไม้ เมล็ดถั่ว และเครื่องเทศในบังคลาเทศที่ลดลง (ดูกราฟ แสดงการสูญเสียแหล่งสารอาหารที่
มีคุณค่าทางโภชนาการสูงในผลไม้ ผัก ต่อคนในบังคลาเทศ) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนแห่งสถาบันวิจัยการเกษตรบัง
คลาเทศให้คำแนะนำว่า “รูปแบบอาหารได้เปลี่ยนแปลงไป พวกเรารับรู้ได้อย่างหนึ่งว่ารูปแบบของอาหารดั้งเดิมนั้นให้
สารอาหารมากมายเมื่อเปรียบเทียบกับการบริโภคธัญพืช 300 กรัมต่อวัน กับการบริโภคอาหารปัจจุบันที่ต้องกินธัญพืช
500 กรัมจึงจะสามารถต่อสู้กับอาการขาดสารอาหารได้”17
15 วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ “ไปให้พ้นปฏิวัติเขียว” ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม 2535
16 Consumption decreased from 145 g/day to 106 g/day from 1973 to 1993 respectively. Bayani, E.M. 1996. Nutrition education in the Philippines and its role in improving the nutritional status of Filipino children and adults. Paper presented during FAO RAPA Regional Expert Consultation of the AP Network for food and nutrition on Nutrition Education held on 23-26 July 1996, Bangkok Thailand.
17 World Declaration and Plan of Action for Nutrition, 1992.
11
กราฟแสดงการสูญเสียแหล่งสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงในผลไม้และผักต่อคนในบังคลาเทศ
0510152025303540451961196519691973197719811985198919931997yearskg per capita per yearvegetablesfruits: GRAIN ปรับปรุที่มา งจาก FAO Balance Sheet, ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 21 มิถนุ ายน 2542
เหล่านี้เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิวัติเขียวเพื่อการค้ามีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพการบริโภคของ
ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนยากจน แม้สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ อีรี (IRRI :
International Rice Research Institutes) จะยอมรับว่าปฏิวัติเขียวทำให้เกิดภาวะทุโภชนาในกลุ่มคน
ยากจนมากขึ้น18 แต่อีรี่ไม่เคยย้อนกลับไปมองรูปแบบการปฏิวัติเขียวที่อีรี่เป็นตัวสร้างปัญหาขึ้นมา และกำลังมองว่า
พันธุวิศวกรรมจะสามารถทำให้คนยากจนทั่วโลกหลุดออกมาจากหลุมพรางที่นักพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อการค้า
และองค์กรระหว่างประเทศที่พัฒนาการเกษตรต่าง ๆ ขุดเอาไว้ กลุ่มบรรษัทข้ามชาติและนักวิจัยยังคงใช้พันธุวิศวกรรม
เป็นแนวทางการปฏิวัติยีนเพื่อคำตอบในการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำโดยดัดแปลง
พันธุกรรมข้าวเพิ่มสารอาหาร
พันธุวิศวกรรมสร้างปัญหาขาดสารอาหารเพิ่มมากขึ้น
แม้ “ข้าวทองคำ” จะเร่งประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางทั่วโลกว่าจะสามารถแก้ไขความอดยากและภาวะทุโภช
นา และสร้างภาพเพื่อให้สังคมโลกตอบรับเทคโนโลยีนี้หลังจากที่ถูกประชาคมโลกโจมตีหนักในเรื่องความปลอดภัยต่อ
สุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่แท้จริงแล้วเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมกลับเป็นเครื่องมือสำคัญในการการควบคุมอาหารโลก
ทำให้คนจนเพิ่มมากขึ้นและเข้าถึงแหล่งอาหารธรรมชาติที่ปลอดภัยได้น้อยลง
เดชา ศิริภัทร ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกประเทศไทยที่ว่า ปัญหาการขาดวิตามินเอเป็นปัญหา
ความยากจน ซึ่งเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ “คนยากจนไม่ได้ต้องการข้าววิตามินเอ พวกเขา
18 IRRI, 1999. Rice: hunger or hope? IRRI 1998-1999 annual report.
12
ทางเลือกอื่นในการแก้ปัญหาภาวะทุโภชนาของประชากรโลก
ขณะที่ภาวะการขาดวิตามินเอเพียงอย่างเดียวหลายอย่างกว้างขวางที่สุดในหมู่คนยากจน19 ที่มี
สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม20 และได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิธีการที่นักพันธุวิศวกรรม
สนใจที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเกิดขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีแปลงพันธุกรรมเพื่อคัดเลือกยีนที่ทำให้พืชสร้างวิตามินเอขึ้นมา
โดยหลงลืมการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไปเสียสิ้น
ยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกนิยมนำมาใช้ในการต่อสู้กับภาวะขาดวิตามินเอมากที่สุดคือการจัดโปรแกรมสุขภาพ โดย
การแนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีกินวิตามินเอสังเคราะห์เป็นระยะ ๆ ในปริมาณที่กำหนด วิธีนี้ถูกค้นพบและนำมาใช้ใน
อินเดีย21เมื่อช่วงปี 2503 - 2513 จากประสบการณ์ 30 ปี พบว่าวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล22 (โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มี
อาการขาดวิตามินเอในระยะกลาง) เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งตัววิตามินเอสังเคราะห์ และการขนส่ง ซึ่งโปรมแกรมดังกล่าว
มักมีราคาแพง ยุ่งยาก
นอกจากวิธีการให้วิตามินสังเคราะห์เสริม ในบางประเทศใส่สารวิตามินเอสังเคราะห์ลงในอาหารต่าง ๆ เช่น
เนยเหลว เนยเทียม และน้ำตาล ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วมักประสบความสำเร็จเพราะต้องอาศัยมีวินัยทางการรักษา
และระบบการติดตามผลที่ดี รวมทั้งมีความสามารถในการผลิตอาหารเสริม แต่วิธีการดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ได้
กับประเทศยากจน23
19 Howson, C.P et.al. 1998. Prevention of micronutrient deficiencies. National Academy Press, Washington D.C.
20Underwood B.A. and S. Smitasiri.1999. Micronutrient malnutrition: Policies and programs for control and their implications. Annual Review of Nutrition. Vol. 19; p. 303
21 Gopalan, C. 1998. Micronutrient malnutrition in SAARC - The need for a food based approach. NFI Bulletin. India.
22 Gopalan C. 1988. Control of vitamin A deficiency: priorities for future research in India. NFI Bulletin, October 1988.
23 Bouis, H. 1998(?). Plant breeding: a new approach for solving the widespread, costly, and costly problem of micronutrient malnutrition. IFPRI.
13
วิตามินเอ หรือ เรตินอล มีมากในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น ตับ นม ไข่ ในผลไม้และผักจะมีสารโปรวิตามินเอ
เช่น เบต้าแคโรทีน หรือคาโรทีนอยต่าง ๆ เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วจะถูกเปลี่ยนเป็นสารเรตินอลก่อนที่จะนำไปใช้
ประโยชน์ได้ (ดูตารางที่ 1 )
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณวิตามินเอที่ที่อยู่ในพืช
พืช
ลักษณะ
แคโรทีน
วิตามินเอ
ผักใบเขียว
ผักโหม
แครอท
ปอกระเจา
คะน้า
สด , แห้ง
สด , แห้ง
สด , แห้ง
สด , แห้ง
5,400 – 9,260
7,200
6,400
900 – 7,580
900 – 1,543
1,200
1,066
150 – 1,263
ผลไม้
กล้วย
มะม่วง
มะละกอ
เหลือง , สด
สุก , สด
แห้ง
สด
60 – 130
708 – 2,400
4,400 5 ,261
300 – 2,500
10 – 22
118 – 400
733 – 877
50 – 417
ส่วนสะสมอาหารและเมล็ด
มะระ
แครอท
ลูกเดือย
ข้าวโพด
มันฝรั่ง
มันเทศ
ทำให้สุก
สด
แห้ง
แป้ง
สด , แห้ง
ขาว , สด
ขาว , สด
เหลือง , แห้ง
13,260
3,890 – 21,000
36,000 – 135,000
25
360
2 – 20
35
300 – 4,620
2,210
648 – 3,500
6,000 – 22,500
4
60
เล็กน้อย – 3
6
50 – 770
น้ำมันพืช
Buriti plam oil
Plam kernel oil
Red palm oil
น้ำมัน
น้ำมัน
น้ำมัน
304,000
22
12,210 – 87,881
50,667
4
2,035 – 24,647
ที่มา : รวบรวมโดย GRAIN
*โดยทั่วไปแล้วร่างกายสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีน 6 มิลลิกรัมให้เป็นวิตามินเอที่ร่างกายต้องการได้ 1 มิลลิกรัม
ผนังลำไส้ ตับและเนื้อเยื่อมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอ ซึ่งในขบวนการนี้จะต้องใช้
โปรตีนในอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้การที่ร่างกายจะดูดซึมวิตามินเอไปใช้ได้นั้นต้องอาศัยไขมันในร่างกาย
ทั้งนี้เนื่องจากวิตามินเอเป็นสารที่ละลายในไขมัน คนที่กินอาหารที่มีไขมันน้อยกว่า 7 % ของแคลลอรี่จึงขาดวิตามินเอ
14
ทั้งการจัดโปรแกรมสุขภาพและการเพิ่มสารวิตามินสังเคราะห์ไม่ได้นำไปสู้การสร้างความตระหนักรู้และ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร25 เช่น ในประเทศไทยมีคำแนะนำในการป้องการโรคที่ขาดวิตามินเอในวัยทารก
โดยให้ดื่มน้ำนมแม่แทนการให้น้ำนมข้นหวานขาดมันเนย (คุณภาพโปรตีนต่ำ และขาดไขมัน) ดูแลสุขอนามัยการกิน
ของทารกเพื่อป้องกันการท้องร่วงของเด็กอย่างง่ายที่ ๆ เป็นต้น26
ความหลากหลายกับแก้ปัญหาการขาดสารอาหาร
ในการประชุมระหว่างประเทศเรื่อง “Nutrition Jointly Organized” โดย FAO และ WHO
ในปี 2535 มีการเรียกร้องให้ค้นหาทางเลือกอื่นที่จะแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าของปัญหา และมีประกาศและแผนปฏิบัติ
การทางโภชนาการโลกที่ 159 ประเทศนำมาใช้ โดยมีถ้อยแถลงและยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับภาวะขาดสารอาหารที่
ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำ ที่ระบุว่า
“การสร้างฐานอาหารที่ยั่งยืน โดยทำให้ชาวท้องถิ่นมีพฤติกรรมในการกินอาหารพื้นบ้าน เป็นยุทธศาสตร์แรก
ที่นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาประชากรโลกที่ขาดวิตามินเอและธาตุเหล็ก”27
ตารางที่ 2 แสดงปริมาณวิตามินเอในอาหารส่วนที่กินได้ 100 กรัม
อาหาร
วิตามิน (หน่วยสากล)
อาหาร
วิตามิน (หน่วยสากล)
ตับวัว
43,890
ยอดและผักกระถิน
7,883
ตับไก่
32,200
ไข่เป็ด ไข่แดง
6,575
แครอท
18,520
ผักบุ้งจีน
6,536
ใบตำลึง
18,075
ไข่ไก่ ไข่แดง
4,025
ใบชะพลู
15,800
ส้มเขียวหวาน
4,000
ตับหมู
14,200
ต้นหอม ส่วนยอดเขียว
4,000
ใบปอกระเจา
13,083
ใบสะระแหน่
3,600
ใบบัวบก
11,800
มะม่วงสุก
3,133
ใบขี้เหล็ก
11,067
ผักกาดเขียว
3,042
24 อมรรัตน์ เจริญชัย “โภชนาการกับชีวิตมนุษย์” สาขาคณะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2525
25 Bouis, H. 1998(?). Plant breeding: a new approach for solving the widespread, costly, and costly problem of micronutrient malnutrition. IFPRI.
26 อมรรัตน์ เจริญชัย 2525 (อ้างแล้ว)
27 World Declaration and Plan of Action for Nutrition, 1992.
15
ใบแค
10,383
มันเทศเหลือง
2,800
ใบคะน้า
10,000
ผลฟักทอง
2,458
ที่มา : “โภชนาการกับชีวิตมนุษย์“ สาขาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2527
ประเทศไทยมีโครงการศึกษา และประสบความสำเร็จในการนำตำลึงมาใช้ เกือบ 5,000 ครอบครัวที่ปลูกตำลึง
ไว้ในสวน สาธิตวิธีการบริโภคที่ถูกต้อง และสร้างค่านิยมการบริโภคพืชพื้นบ้านไปพร้อม ๆ กัน ที่จะมาสนับสนุนทำให้คน
ยากจนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อต่อสู้กับโรคขาดสารอาหาร
หากพิจารณาคุณค่าทางโภชนาการของสารประกอบในข้าวเสริมวิตามินเอตามข้อเท็จจริงจะเห็นว่าพืชพื้นบ้าน
อย่างเช่น มะรุม มีคุณค่ามากกว่าข้าวทองคำมากนัก28 แหล่งวิตามินเอมีมากมายกระจายอยู่ในพืชพื้นบ้านเพื่อบรรเทา
การขาดธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยได้อย่างน่าพอใจเป็นอย่างมาก ผักใบเขียวอย่าง มะรุม ซึ่งมีราคา
ไม่แพงและเป็นแหล่งของสารตั้งต้นของวิตามินเอ และสารอาหารรองที่สำคัญตัวอื่น ๆ พืชพันธุ์พื้นเมืองของอินเดีย
มากมายที่อยู่ในประเทศเขตร้อนและมีปัญหาการขาดวิตามินเอ มะรุมสดยังคงมีวิตามินเอสูงสำหรับความต้องการในแต่
ละวันได้มากกว่า 10 คนขึ้นไป
ตารางที่ ส่วนประกอบของสารอาหารในมะรุม เปรียบเทียบกับอาหารปกติ
สารอาหาร
มะรุม
อาหารอื่น
วิตามินเอ (mcg RE)
1,130
แครอท : 315
วิตามิซี (mg.)
220
ส้ม : 30
แคลเซียม (mg.)
440
นมวัว : 120
โปแตสเซียม (mg.)
259
กล้วย : 88
โปรตีน (mg.)
6.7
นมวัว 3.2
ที่มา : C. Goplan et al Native Value of Indian Foods : Nation Institute of Nutrition,
India 1994
อาหารจากพืชพื้นบ้านที่หลากหลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการกินอาหารธรรมชาติที่มีแหล่ง
สารอาหารที่ร่างกายต้องการปริมาณต่ำที่มีมากกว่าให้สารวิตามินเอเพียงอย่างเดียว ซึ่งนอกจากจะเป็นการฟื้นฟูแก้ไข
ปัญหาสุขภาพทางโภชนาการแล้ว รูปแบบเกษตรกรรมดั้งเดิมยังมีวัตถุประสงค์ในการเลือกปลูกพืชพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่
ของตนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านระบบนิเวศน์ รสนิยมในการบริโภคของสมาชิกในครัวเรือน ปลูกเป็นไม้ใช้สอยใน
ชีวิตประจำวันและใช้ในพิธีกรรม และปลูกตามความเชื่อดั้งเดิม ซงล้วนแต่เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความหลากหาย
ของพืชพันธุ์ อีกทั้งยังเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งอาหารคุณภาพและการพึ่งตนเองทั้งในระดับครอบครัวและ
ชุมชน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบเกษตรพอเพียง
28 GRAIN, The GE Approch to Malnutrition, 2000.
16
ป่าดอนปู่ตาของชาวอีสานซึ่งเป็นป่าตามความเชื่อที่มีอยู่เกือบทุกชุมชนในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นป่าทึบพื้นที่
เฉลี่ย 20 – 100 ไร่ เป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวบ้าน มีทั้งพืชอาหารและสมุนไพร 158 ชนิดที่จะสามารถเก็บ
หมุนเวียนต่อเนื่องตลอดทั้งปี29 (บุญยงค์ เกศเทศ, 2543)
ในอัฟริกาตะวันตก แหล่งที่มีวิตามินเอมากที่สุดอยู่ในน้ำมันปาล์มพันธุ์ Elaeis guineensis น้ำมันนี้
ได้รับการสนับสนุนจาก FAO ในเบนิน กาน่า ไนจีเรีย และทางตอนเหนือของแทนซาเนีย หนทางหนึ่งที่จะเพิ่มการ
เข้าถึงด้านสารอาหารให้กับคนจนคือการนำวิธีการสกัดน้ำมันโดยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับท้องถิ่นไปส่งเสริม วิธีการนี้ใช้
ได้ผลในแซมเบียเช่นกันโดย FAO ส่งเสริมปาล์มเทเนราจากคอสตาริก้า ในบราซิลส่งเสริมพืชท้องถิ่นชื่อ burite’
ที่ให้น้ำมัน เบต้า แคโรทีน สูงเหมือนกับปาล์มเพื่อป้องกันการขาดวิตามินภายในประเทศ30
สรุป
เทคโนโลยีขั้นสูง ระบบสิทธิบัตร ทุน และการควบคุมตลาดของอุตสาหกรรมธุรกิจเคมีการเกษตรของบรรษัท
ข้ามชาติจะสามารถผูกขาดการผลิตอาหารและยาของโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ ประเด็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความ
เป็นเจ้าเอกสิทธิในสิทธิบัตรเทคโนโลยีการปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อเพิ่มสารอาหารในข้าวดูจะยังมีความซับซ้อนและยาก
เกินกว่าที่เราจะเข้าใจในเจตนาที่ดีของบรรษัทเหล่านั้นได้
จุดขายของข้าวทองคำที่อุดมด้วยวิตามินเอดูจะไร้อนาคตในตลาดของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ญี่ปุ่น
สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปเพราะพืชแปลงพันธุกรรมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศเหล่านี้ว่าไม่มี
ความจำเป็นที่จะต้องเสี่ยงกับความปลอดภัยต่อสุขภาพ ขณะที่ข้อมูลต่าง ๆ จากนักวิจัยก็มีเพิ่มมากขึ้นจนสามารถสรุป
ได้ว่าตัวมันเองก็ไม่มีความปลอดภัยต่อเพียงพอต่อสิ่งแวดล้อม ดังที่ Mary Lou Guerinot นักชีววิทยาจาก
วิทยาลัย Dartmouth อธิบายว่า ข้าวแปลงพันธุกรรมจะทำให้บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพมีภาพที่ดีขึ้น เพราะอ้างว่าข้าว
นี้พัฒนาโดยไม่ได้หวังผลกำไรทางการค้า และเกษตรกรจะใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย บริษัทยอมเสียผลประโยชน์จากกำไร
ในระยะสั้น ๆ ซึ่งเป็นการหวังผลกำไรทางด้านการเมือง
ความเสี่ยงต่อสุขภาพก็เกิดขึ้นซึ่งกำลังทำการสอบสวนข้าววิตามินเอโดยการสนับสนุนจากอีรี่ หน่วยงาน
สงเคราะห์ และ บริษัท ผลประโยชน์ที่บริษัทเจ้าของสิทธิบัตร และนักวิจัยผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะได้รับจะทำให้
การประเมินผลกระทบด้านลบนี้จะทำให้ข้าวทองคำผ่านความปลอดภัยทางชีวภาพและสุขภาพ ซึ่งเป็นผลตรงข้ามกับ
ปฏิปักษ์กับความจริง ซึ่งมีตัวอย่างชัดเจนจากนายพินสตรับ แอนเดอสัน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ
ออกมาพูดต่อสาธารณะว่า “ข้าววิตามินเอจะกระจายใหักับสาธารณะเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีชีวภาพของพืชที่เคยได้รับ
การวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิ่งแวดล้อมและกลุ่มรณรงค์ผู้บริโภคว่าเป็น “อาหารแฟรงค์เกนสไตน์”
29 บุญยงค์ เกศเทศ “สร้างและเสริมผลผลิตอาหารธรรมชาติจากป่าดอนปู่ตาในชุมชนอีสาน” มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอสารประกอบ
การสัมมนา “สิทธิเกษตรกรกับการเรียนรู้ระบบเกษตรกรรม: บทเรียนการเกษตรอดีตยุคปรับเปลี่ยน สู่เกษตรกรรมยั่งยืนในปัจจุบัน” ณ
สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2543
30 GRAIN, The GE Approach to Malnutrition, 2000.
17
ข้าวแปลงพันธุกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัฒน์การเกษตรแบบเบ็ดเสร็จที่เพิ่มภาวะทุโภชนา ไม่ได้ช่วย
แก้ปัญหาการขาดสารอาหารแต่มันจะนำความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารอันใหม่มาสู่เรา ตั้งแต่มีวิตามินเอในข้าวซึ่ง
ไม่ใช่เกิดขึ้นธรรมชาติแต่เป็นการเกิดจากกระบวนการพันธุวิศวกรรม
การประเมินความเสี่ยงของข้าววิตามินเอจะต้องทำตามหลักการ ประเมินความเสี่ยงของสิ่งมีชีวิตแปลง
พันธุกรรมมีความตั้งใจที่จะใช้ในการทดสอบในโรงเรือนครั้งที่ 2 ที่นำเสนอในพิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพภายใต้
อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม ปีนี้ (2543) ขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะตามมา ดังนี้
การจำแนกลักษณะทางพันธุกรรมภายในเซลล์ที่สร้างขึ้นใหม่ novel genotype และลักษณะที่ปรากฏ
Phenotype characteristics การประเมินความเสี่ยงต้องอธิบายการใช้ vector ในขบวนการทางพันธุ
วิศวกรรม เช่นยีนต้านทานยาปฏิชีวนะในการคัดเลือกกับความเสี่ยงที่จะเกิดต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังต้อง
นำเนื้อหาด้านความหลากหลายในข้าวทองคำที่ต้องการนำไปพิจารณาร่วมด้วย เช่น ความสัมพันธ์ข้าววิตามินเอกับ
ผลกระทบที่มีต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความแตกต่างตามสภาพนิเวศวิทยาระหว่างข้าวแปลงพันธุกรรม
กับข้าวที่ถูกปรับปรุงด้วยวิธีผสมข้ามพันธุ์แบบดั้งเดิม รวมทั้งข้อมูลที่ตั้ง สภาพภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และ
ลักษณะทางนิเวศวิทยาและศูนย์การของแหล่งต้นกำเนิดของขีดระดับความสามารถที่สิ่งแวดล้อมยอมรับได้
ความปลอดภัยต่อสุขภาพกับการแก้ปัญหาการขาดวิตามินเอจะต้องได้รับการทดสอบเพิ่มมากขึ้นไปอีก เช่น แม้
ให้ห้องทดสอบจะพบว่าพืชแปลงพันธุกรรมจะให้เบต้าแคโรทีนเพียงพอ แต่ในต้นพืชแต่ละสายพันธุ์จะมีระดับเบต้าแคโร
ทีนที่แตกต่างกันไป และเมื่อทำการทดสอบในแปลงทดสอบที่มีสภาพแตกต่างกันระดับของเบต้าแคโรทีนย่อมแตกต่าง
กัน รวมไปถึงการทดสอบปริมาณความต้องการสารวิตามินเอที่ร่างกายควรได้รับอย่างเหมาะสม เป็นต้น
ข้าวทองคำ เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าชัด การโฆษณาโดยใช้การต่อสู่โรคตาบอดเป็นเครื่องมือขณะที่ปฏิเสธ
หนทางแห่งความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ปิดช่องทางของเกษตรกรรายย่อยในการที่จะสร้างทางเลือกเพื่อ
ความอุดสมบูรณ์ในทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตรที่เกษตรกรสามารถจะพัฒนาเพื่อสร้างความ
มั่นคงทางอาหารภายในครอบครัวและชุมชน และทำให้ผู้บริโภค รวมทั้งคนยากจนเข้าถึงอาหารธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่ง
ของสารอาหารอันอุดมและปลอดภัย ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้เป็นแนวทางด้วยความมืดบอดที่ถูกควบคุมโดยเทคโนโลยี
พันธวิศวกรรมอันเป็นเครื่องมือของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพจะนำพาเราไปสู่ความมืดบอดระยะเวลาอันสั้น
http://www.biothai.net/web/file/SatSeptember2007-18-34-10-gmo_03.pdf
เขียนโดย
GMan572
ที่
16:06
0
ความคิดเห็น
คนไทยกำลังบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
คนไทยกำลังบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
วิฑูรย์ ปัญญากุล : ผู้ประสานงานกรีนเนท
อาหารดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GM food ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะในต่างประเทศอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้มีการนำเข้าผลผลิตการเกษตรเข้าประเทศไทยปีละมหาศาลโดยที่ผู้บริโภคไม่ได้มีโอกาสรับทราบข้อมูล
กรีนเนทได้รับข้อมูลจากแหล่งที่ยืนยันได้ว่า ประเทศไทยนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นผลผลิตจากพืชดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะผลผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการดัดแปลงพันธุกรรมพืชขอาหารในประเทศไทย เช่น ข้าว และมะละกอ
แล้วอาหารปรับเปลี่ยนพันธุกรรมนี้มีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใดในการบริโภค คำตอบเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการถกเถียงกันอยู่มาก โดยมีเนื้อหาหลักอยู่ ๓ เรื่องสำคัญ คือ ภูมิแพ้อาหาร, การถ่ายทอดความต้านทานยาปฏิชีวนะ และสารพิษในอาหาร
ภูมิแพ้อาหาร
โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์เรามีภูมิแพ้อาหารแตกต่างกัน เช่น บางคนแพ้อาหารทะเล บางคนแพ้อาหารจากถั่วบางชนิด
จากสถิติในสหรัฐอเมริกาพบว่า หนึ่งในสี่ของประชากรจะมีภูมิแพ้อาหารบางอย่าง แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ได้มีการสำรวจในประเทศไทย แต่เชื่อว่าคนไทยเรามีปัญหาภูมิแพ้มากขึ้น โดยเฉพาะประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ
เนื่องจากการดัดแปลงพันธุกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งมาสู่สิ่งมีชีวิตหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการถ่ายทอดสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ติดมาด้วย กรณีตัวอย่างดังเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๓๙ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเนบราสกาในสหรัฐ ได้แถลงผลงานวิจัยที่ตรวจพบว่า โครงการดัดแปลงพันธุกรรมถั่วเหลืองของบริษัทไพโอเนียร์ ไฮบรีด อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ย้ายยีนจากบราซิลนัทมาใส่ในถั่วเหลืองเพื่อจะเพิ่มคุณค่าอาหารโปรตีนในถั่วเหลือง (สำหรับเป็นอาหารสัตว์) แต่กลับปรากฏว่า ถั่วเหลืองนั้นมีสารภูมิแพ้จากบราซิลนัทเกิดขึ้นด้วย ดังนั้น คนที่เป็นภูมิแพ้บราซิลนัท ถ้าบริโภคถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมนี้เข้าไปก็จะเกิดอาการภูมิแพ้นี้ได้ด้วย หลังจากที่ได้มีการแถลงข่าวดังกล่าว บริษัทไพโอเนียร์ ฯ จึงได้ตัดสินใจยกเลิกโครงการดัดแปลงพันธุกรรมถั่วเหลืองด้วยยีนจากบราซิลนัท
ในกรณีนี้ ถือว่าเป็นโชคดีเพราะนักวิจัยสามารถตรวจสอบปัญหาภูมิแพ้ได้ก่อนที่จะมีการผลิตถั่วเหลืองนี้เพื่อการค้า ความโชคดีนี้มีปัจจัยมาจากการที่นักวิจัยมีข้อมูลเกี่ยวกับภูมิแพ้บราซิลนัทอยู่ก่อนแล้ว เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์และแผนรณรงค์ทรัพยากรชีวภาพ
13 – 14 กันยายน 2542 ฟาวเท่น ทรี รีสอร์ท จ.นครราชสีมา F:\Document\เอกสารเกี่ยวกับ
จีเอ็มโอ\คนไทยกำลังบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม.doc
- 2 -
และการทดสอบภูมิแพ้ก็ไม่ยุ่งยากมากนัก (โดยทดสอบถั่วดัดแปลงพันธุกรรมจากบราซิลนัทกับเซลของผู้ที่เป็นภูมิแพ้บราซิลนัท) ซึ่งทำให้ได้ผลการทดสอบที่ชัดเจน
แต่ในกรณีอาหารดัดแปลงพันธุกรรมอื่น ๆ ซึ่งจะนำยีนจากพืช แบคทีเรีย หรือไวรัสต่าง ๆ มากมายมาใช้ในการดัดแปลงพันธุกรรม นักวิจัยแทบจะไม่มีความรู้เลยว่าจะเกิดโรคภูมิแพ้อะไรขึ้นได้บ้าง และการทดสอบภูมิแพ้นั้นต้องทำอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทดสอบกับสัตว์ทดลองนั้นไม่ได้แสดงผลที่ชัดเจน ดังในกรณีถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมจากบราซิลนัทนี้ เมื่อทดสอบกับหนูทดลองก็ไม่ปรากฏผลภูมิแพ้ในหนูทดลองแต่ประการใด
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ปรากฏรายงานในสหภาพยุโรป พบว่า มีผู้ป่วยจากอาหารที่มีวัตถุดิบจากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น ๕๐ % ในช่วงปี ๒๕๔๑ ที่ผ่านมา คือเพิ่มจาก ๑ % เป็น ๑.๕ % ซึ่งในรายงานดังกล่าวระบุอีกว่า เหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกในช่วง ๑๗ ปี ที่โรคภูมิแพ้ในถั่วเหลืองนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการอนุญาตให้ใช้วัตถุดิบจากถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมมาผลิตเป็นอาหารมนุษย์
การถ่ายทอดความต้านทานยาปฏิชีวนะ
เทคนิควิธีของพันธุวิศวกรรมในการดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตด้วยการย้ายยีนจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปให้กับสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง จำเป็นต้องมีการทำ “ยีนเครื่องหมาย” ที่มีความต้านทานยาปฏิชีวนะ เพื่อบ่งชี้ว่า การถ่ายทอดยีนนั้นถูกต้องและประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด
แน่นอนว่า อาหารดัดแปลงพันธุกรรมย่อมมียีนต้านทานยาปฏิชีวนะนั้นอยู่ด้วย
ดังนั้น เมื่อมีการบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม โอกาสที่ยีนต้านทานยาปฏิชีวนะจะถูกถ่ายทอดไปสู่แบคทีเรียที่อยู่ในกระเพาะ – ลำไส้ของผู้ที่บริโภค ทำให้แบคทีเรียนั้นมีความสามารถในการต้านทานยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าแบคทีเรียนั้นเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคในสัตว์ หรือมนุษย์ การรักษาโรคโดยการใช้ยาปฏิชีวนะก็จะยากขึ้น อันจะเป็นผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ในอนาคตได้
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ นักวิจัยจากสถาบันควบคุมคุณภาพผลผลิตการเกษตร ในเมืองวาเกนนีเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ทำการทดลองโดยการสร้างแบบจำลองกระเพาะ เพื่อตรวจสอบว่ายีนต้านทานยาปฏิชีวนะจากอาหารดัดแปลงพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่บริโภคอาหารดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด ในการทดลองดังกล่าวได้ใช้แบคทีเรียดัดแปลงพันธุกรรมที่มียีนต้านทานยาปฏิชีวนะใส่ลงในกระเพาะจำลอง ปรากฏว่า สารพันธุกรรม (หรือดีเอ็นเอ) ที่มียีนต้านทานยาปฏิชีวนะนี้สามารถมีความคงทนได้นานพอสมควร (คือ มีระยะครึ่งชีวิต นาน ๖ นาที หรือในอีกนัยหนึ่งคือ ทุก ๖ นาที สารพันธุกรรมจะถูกทำลายลงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่) ซึ่งถ้าแบคทีเรียที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมเป็นแบคที่เรียชนิดเดียวกันกับที่พบทั่วไปในกระเพาะอาหาร โอกาสที่จะเกิดการถ่ายทอดสารพันธุกรรมต้านทานยาปฏิชีวนะนี้จะมีอยู่ประมาณ ๑ ใน ๑๐ ล้าน แม้ว่าตัวเลขนี้จะดูน้อยมาก แต่ในสภาพของ
เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์และแผนรณรงค์ทรัพยากรชีวภาพ
13 – 14 กันยายน 2542 ฟาวเท่น ทรี รีสอร์ท จ.นครราชสีมา F:\Document\เอกสารเกี่ยวกับ
จีเอ็มโอ\คนไทยกำลังบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม.doc
- 3 -
กระเพาะอาหารในสิ่งมีชีวิตทั่วไปแล้วจะมีแบคทีเรียในกระเพาะอาหารมากถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านแบคทีเรีย ซึ่งหมายความว่า มีการถ่ายทอดได้ถึง ๑๐๐,๐๐๐ แบคทีเรียทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคน หรือสัตว์ดังกล่าวได้รับยาปฏิชีวนะอยู่ ซึ่งก็จะทำให้แบคทีเรียในกระเพาะบางส่วนถูกทำลายลงไป โอกาสในการถ่ายทอดสารพันธุกรรมต้านทานยาปฏิชีวนะจะเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เท่าตัว
ที่ผ่านมา นักพันธุวิศวกรรมจะใช้ยีนเครื่องหมายที่ต้านทานยาปฏิชีวนะ “แอมพิซิลีน” ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อหลายชนิด ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ดังนั้น จึงมีนักวิชาการจำนวนมาก เช่น บริติชโรยัลโซไซตี้ ได้เรียกร้องให้ยุติการใช้ยีนเครื่องหมายที่ต้านทานยาปฏิขีวนะในการดัดแปลงพันธุกรรมอาหาร
สารพิษในอาหาร
ผลพวงของอาหารดัดแปลงพันธุกรรมก็คือ การเพิ่มระดับสารพิษในอาหาร หรือการสร้างสารพิษชนิดใหม่ในอาหาร
ปัญหาเช่นนี้ได้เคยเกิดขึ้นแล้ว เมื่อบริษัทโชวา เดนโก้ ของญี่ปุ่น ได้ผลิตอาหารเสริมโดยใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรม เพื่อผลิตโปรตีน “ไทรโทแฟน” (ซึ่งเป็นอาหารเสริมประเภทวิตามินบี ๒) และขายผลิตภัณฑ์นี้ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ หลังจากนั้น ปรากฏว่า มีผู้บริโภคเกือบ ๕,๐๐๐ คนที่ป่วยด้วยอาการ eosinophilia myalgia syndrome ซึ่งมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย กว่าจะมีการค้นพบว่าโรคดังกล่าวเกิดจากอาหารเสริมที่ผลิตจากเทคนิคพันธุวิศวกรรม ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป ๓๗ คน และพิการอย่างถาวรเกือบ ๑,๕๐๐ คน
ในรายงานวิจัยล่าสุดของดอกเตอร์อาพัด พุสซตัย จากสถาบันโรเวตต์ ในเมืองเอเบอร์ดีน ประเทศอังกฤษ ได้ให้หนูทดลองกินมันฝรั่งที่ดัดแปลงพันธุกรรมจากยีนเล็คตินสโนดร็อพ (เพื่อทำให้มันฝรั่งนั้นสามารถผลิตสารฆ่าแมลงได้ด้วยตนเอง) ผลปรากฏว่า หลังจากให้หนูกินมันฝรั่งนี้นานเพียง ๑๐ วัน หนูทดลองมีการเจริญเติบโตลดลง และมีภูมิต้านทานต่ำลง ทั้ง ๆ ที่เล็คตินสโนดร็อพนี้ไม่เคยมีรายงานว่าเป็นสารพิษต่อสิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกด้วยนมมาก่อน
ถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม
จากข้อมูลสำรวจประมาณว่า ถั่วเหลืองที่ปลูกอยู่ทั่วโลก ๗๐ ล้านเอเคอร์ มีถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมประมาณ ๒๕ ล้านเอเคอร์ หรือราว ๓๕ % ของพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ซึ่งถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมนี้ส่วนใหญ่เป็นถั่วเหลืองที่ต้านทานยากำจัดศัตรูพืชราวด์อั๊พ ซึ่งทั้งพันธุ์ถั่วเหลืองและสารเคมีราวด์อั๊พนี้เป็นาผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายโดยบริษัทมอนซานโต้ทั้งสิ้น ส่วนในสหรัฐอเมริกา กระทรวงเกษตร
เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์และแผนรณรงค์ทรัพยากรชีวภาพ
13 – 14 กันยายน 2542 ฟาวเท่น ทรี รีสอร์ท จ.นครราชสีมา F:\Document\เอกสารเกี่ยวกับ
จีเอ็มโอ\คนไทยกำลังบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม.doc
- 4 -
ประมาณว่า ในปี ๒๕๔๑ ที่ผ่านมา มีการปลูกถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมประมาณ ๔๐ % ของพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐ
ในปัจจุบัน ประเทศไทยต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย ถั่วเหลืองต่างประเทศเหล่านี้จะนำมาสกัดเป็นน้ำมันพืช และกากถั่วเหลืองทั้งหมดก็นำไปแปรรูปเป็นอาหารแก่สัตว์ต่าง ๆ เช่น ไก่ กุ้ง หมู ปลา แต่มีพ่อค้าไทยบางรายนำถั่วเหลืองที่นำเข้ามานี้ร่อนแยกเกรด แล้วขายเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารคน เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู ซีอิ๊ว ฯลฯ ซึ่งทำให้คนไทยเราอาจจะกำลังบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม ทั้งโดยตรงจากอาหารที่ผลิตจากถั่วเหลือง หรือโดยอ้อมจากเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยกากถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม
การที่ประเทศไทยต้องนำเข้าถั่วเหลืองนี้ก็เพราะว่า รัฐบาลไทยได้รับการกดดันจากนักธุรกิจอุตสาหกรรมสัตว์ เพื่อให้เปิดเสรีนำเข้าถั่วเหลือง โดยอ้างว่า การผลิตถั่วเหลืองในประเทศไม่พอเพียง แต่ที่จริงแล้ว ศักยภาพการผลิตถั่วเหลืองในประเทศไทยยังมีอยู่มาก แต่ที่เกษตรกรไม่นิยมหันมาปลูกถั่วเหลืองก็เพราะนโยบายรัฐบาลที่เปิดให้นำเข้าถั่วเหลือง ทำให้ถั่วเหลืองภายในประเทศพลอยมีราคาตกต่ำไปด้วย อีกทั้งสหรัฐอเมริกาใช้นโยบายอุดหนุนการส่งออกถั่วเหลือง ทำให้ถั่วเหลืองที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกามีราคาถูกกว่าประเทศไทย ดังนั้น การจะแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนถั่วเหลืองได้นั้นจะต้องเริ่มจากการจำกัดการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ พร้อม ๆ กันกับส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองภายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในด้านการเกษตรอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะใช่เรื่องที่ยากเย็นนัก
ข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะมีการผลิตที่น้อยกว่า คือเพียงแค่ ๒๐ % ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดในสหรัฐที่ปลูกข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม ข้าวโพดที่ดัดแปลงพันธุกรรมนี้เป็นข้าวโพดที่มีการนำยีนของเชื้อจุลินทรีย์บีทีมาใส่ในพันธุกรรมข้าวโพด เพื่อให้ข้าวโพดสามารถผลิตสารที่มีพิษเฉพาะต่อแมลงได้
แม้ว่าข้าวโพดที่นำเข้าจากสหรัฐจะนำเข้าเพื่อลิตเป็นอาหารสัตว์เป็นหลัก การบริโภคข้าวโพดนี้โดยตรงมีอยู่น้อยมาก ทำให้เรื่องความปลอดภัยในการบริโภคของผู้บริโภคมีน้อย แต่ก็ใช่ว่าสัตว์เลี้ยงที่บริโภคข้าวโพดนี้จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในมนุษย์ ส่วนโอกาสที่ความเสี่ยงเหล่านั้นจะถ่ายทอดมาสู่ผู้บริโภคที่บริโภคเนื้อสัตว์ก็ยังคงมีอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ในประเทศไทยเองได้มีการอนุญาตให้มีการทดสอบการปลูกข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมบีทีนี้แล้ว
เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์และแผนรณรงค์ทรัพยากรชีวภาพ
13 – 14 กันยายน 2542 ฟาวเท่น ทรี รีสอร์ท จ.นครราชสีมา F:\Document\เอกสารเกี่ยวกับ
จีเอ็มโอ\คนไทยกำลังบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม.doc
- 5 -
ข้าวดัดแปลงพันธุกรรม
ในประเทศไทยมีโครงการทดลองเกี่ยวกับการดัดแปลงพันธุกรรมข้าวอยู่หลายโครงการ เช่น การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาความต้านทานโรคและแมลง แต่การทดลองทั้งหมดนี้ยังอยู่แค่เพียงในระดับห้องปฏิบัติการ ยังไม่มีการทดสอบในระดับพื้นที่หรือการผลิตเพื่อการค้า
ส่วนในต่างประเทศนั้น เท่าที่กรีนเนทได้รับข้อมูลมา มีการทำการทดลองการดัดแปลงพันธุกรรมข้าวด้วยยีนจากจุลินทรีย์บีที แต่ไม่มีข้อมูลว่ามีการทดสอบการปลูกหรือการผลิตมากน้อยเพียงใด
มะเขือเทศดัดแปลงพันธุกรรม
เป็นมะเขือเทศที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมให้สุกงอมช้าลง โดยประเทศกำลังทดสอบภาคสนามโดยการปลูกในเขตจังหวัดพิษณุโลก มะเขือเทศนี้มีการผลิตเพื่อการค้าและการจำหน่ายแล้วในต่างประเทศหลายประเทศ
มะละกอดัดแปลงพันธุกรรม
กระทรวงเกษตรได้รับอนุญาตให้มีการทดลองมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม เพื่อให้มะละกอสามารถต้านทานโรคใบด่างจุดวงแหวน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ามีการพัฒนาพันธุ์หรือการปลูกทดสอบหรือยัง
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้บริโภคก็คือ การที่ไม่มีการกำหนดให้มีการปิดฉลากแจ้งว่าผลผลิตใดบ้างที่เป็นผลผลิตจากการดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งผู้บริโภคควรจะมีสิทธิในการที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารนี้ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มยุโรปมีการต่อต้านอาหารดัดแปลงพันธุกรรมนี้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น บริฐัทยูนิลีเวอร์สาขาประเทศอังกฤษได้ประกาศว่า จะไม่รับซื้อผลผลิตการเกษตรที่มีการดัดแปลงพันธุกรรม หรือบริษัทแปรรูปอาหารยักษ์ใหญ่อย่างเนสเล่ท์ในอังกฤษก็ได้ประกาศนโยบายที่จะไม่รับซื้อวัตถุดิบจากผลผลิตดัดแปลงพันธุกรรม
และที่น่าสนใจมากก็คือ ซุเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่ในยุโรปจำนวน ๑๘ แห่งใน ๗ ประเทศ ประกาศที่จะไม่ขายผลิตภัณฑ์จากการดัดแปลงพันธุกรรมเช่นกัน (ดูรายละเอียดในตารางข้างล่าง)
ประเทศ
ซุเปอร์มาร์เก็ต
นโยบายเกี่ยวกับสินค้าดัดแปลงพันธุกรรม
ออสเตรเลีย
Adeg
ไม่ขายสินค้าที่ฉลากระบุว่ามีวัตถุดิบจากผลผลิตดัดแปลงพันธุกรรม
BML Group
ไม่ขายสินค้าที่ฉลากระบุว่ามีวัตถุดิบจากผลผลิตดัดแปลงพันธุกรรม เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์และแผนรณรงค์ทรัพยากรชีวภาพ
13 – 14 กันยายน 2542 ฟาวเท่น ทรี รีสอร์ท จ.นครราชสีมา F:\Document\เอกสารเกี่ยวกับ
จีเอ็มโอ\คนไทยกำลังบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรม.doc
- 6 -
Hofer
ไม่ขายสินค้าที่ฉลากระบุว่ามีวัตถุดิบจากผลผลิตดัดแปลงพันธุกรรม
Spar
ไม่ขายสินค้าที่ฉลากระบุว่ามีวัตถุดิบจากผลผลิตดัดแปลงพันธุกรรม และจะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
เบลเยี่ยม
Delhaize Le Lion
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
ฝรั่งเศส
Auchan
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
(เริ่มเมษายน ๒๔๔๒)
Carrefour
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม (ประกาศเมือเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๒)
อิตาลี
Coop
ขายเฉพาะสินค้าที่ไม่มีวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
Esselunga
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
สวิตเซอร์แลนด์
Coop
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
Migros
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
อังกฤษ
Asda
ติดฉลากสินค้าที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
Iceland
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
Saveway
ติดฉลากสินค้าที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
Sainbury Group
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
Tesco
จะทำสินค้าของตัวเองที่ปลอดจากวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรม
เอกสารประกอบการส
ราวด์อั๊พเรดดี้ : ถั่วเหลืองทนยาฆ่าหญ้า ของมอนซานโต้
ในการปลูกถั่วเหลืองทั่วไปเกษตรกรจะนิยมใช้สารเคมีกำจัดหญ้าเพื่อควบคุมวัชพืชในแปลงถั่ว แต่การใใช้สารเคมีนี้จะมีผลกระทบต่อถั่วเหลืองคือทำให้ถั่วเหลืองตายด้วย
นักพันธุวิศวกรรมของบริษัทมอนซษนโต้จึงได้พัฒนาถั่วเหลืองที่ทรทานต่อยาหญ้าราวด์อั๊พขึ้น และให้ชื่อว่า “ถั่วเหลืองราวด์อั๊พเรดี้”
การปลูกถั่วเหลืองราวด์อั๊พเรดี้นี้จะทำให้มีการใช้ยาฆ่าหญ้าราวด์อั๊พเพิ่มขึ้น ซึ่งราวด์อั๊พหรือ “สารไกลโฟเสท” นี้เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช ที่ผลิตโดยบริษัทมอนซานโต้เช่นเดียวกัน โดยบริษัทได้เริ่มนำเอาราวด์อั๊พออกมาจำหน่ายมานานกว่า ๒๕ ปี และสร้างรายได้ให้กับบริษํทมากกว่า ๑,๒๐๐ ล้านเหรียญต่อปี (หรือราว ๔๕,๖๐๐ ล้านบาท) อาการของผู้ที่ได้รับสารเคมีนี้ ได้แก่ ปวดท้อง อาเจียน ปอดบวม วิงเวียน เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เคืองตา ตามัว เป็นไข้ ปวดหัว ท้องเสีย
เมื่อมีการใช้สารเคมีนี้ในการเกษตร สารไกลโฟเสทจะเปลี่ยนรูปไปเป็นสารพวกไนโตรโซไกลโฟเสต ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ บริษัทมอนซานโต้ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับอัยการรัฐนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) เป็นจำนวน ๕๐,๐๐๐ เหรียญ และเปลี่ยนคำโฆษณาของบริษัทที่อ้างว่า “ราวด์อั๊พสามารถย่อยสลายได้ และเป็นมิตรกับ
http://www.biothai.net/web/file/WedOctober2007-17-13-56-gmo_11.pdf
เขียนโดย
GMan572
ที่
16:04
0
ความคิดเห็น