26.4.51

“ข้าวทองคำ”

“ข้าวทองคำ” ข้าวแปลงพันธุกรรมเสริมวิตามินเอ

บทนำ

ปัจจุบันประชากรโลกประมาณร้อยละ 40 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนในประเทศด้อยพัฒนาต้องทุกข์ทนกับ
ภาวะการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดสารอาหารที่จำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำ เช่น วิตามินเอ
ธาตุเหล็ก และสังกะสี จึงมีนักวิจัยที่ริเริ่มนำเอาเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมมาใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
“ข้าวทองคำ” ซึ่งหมายถึงข้าวสีเหลืองทองที่เกิดขึ้นโดยวิธีพันธุวิศวกรรมเพื่อให้ข้าวมีเบต้าแคโรทีนสูง สารนี้
เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะให้วิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
เซเนก้าซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้อ้างว่า ข้าวทองคำนี้จะสร้างขึ้นเพื่อเกษตรกรผู้ยากจนในประเทศซีกโลกใต้
โดยไม่คิดมูลค่าใด ๆ ขณะเดียวกันก็จะขายข้าวทองคำนี้ให้กับประเทศพัฒนาที่ร่ำรวยเพื่อสร้างผลกำไรให้กับบริษัท
โดยมีจุดขายว่าป้องกันการเกิดมะเร็ง และเรตินาตาเสื่อม พืชเพิ่มสารอาหารโดยวิธีตัดแต่งยีนนี้กำลังถูกประชาสัมพันธ์
และแจกจ่ายไปอย่างกว้างขวางทั่วโลกพร้อมแผนงานที่บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีชีวภาพจะส่งผ่านเทคโนโลยีนี้ให้กับ
นักวิจัยทั่วโลกเกือบ 100 ประเทศ ภายใต้เงื่อนไขการแบ่งปันผลประโยชน์โดยอาศัยระบบสิทธิบัตรเป็นเครื่องมือ
รวมทั้งประเทศไทย บังคลาเทศ และเวียดนาม ที่แสดงความสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะยอมรับเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้
ประโยชน์อย่างสูงสุด
แท้จริงแล้วมีเพียงเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมเท่านั้นหรือที่จะเป็นแนวทางและกลไกการแก้ปัญหาการขาด
สารอาหารของคนยากจน สาเหตุและปัญหารากเหง้าของความยากจนที่แท้จริงเกิดจากสิ่งใด แนวทางการส่งเสริมพืช
เชิงเดี่ยวจากการปฏิวัติเขียวนั้นมีผลอย่างไรกับความหลากหลายพันธุกรรมพืชและสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่
อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ มากมายที่ประชาชนคนยากจนจะเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ง่ายที่สุด แนวทางการ
ปฏิวัติยีน ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติเขียวครั้งที่สองนี้จะนำพาประชากรโลกไปสู่ทิศทางที่นักพัฒนาเทคดนโลยี และบริษัทข้าม
ชาติได้เสนอกับประชาชนได้ถึงเพียงนั้นเชียว หรือเป็นเพียงคำโฆษณาที่วาดภาพสวยงามไว้กลางอากาศเพื่อบิดเบือน
ประเด็นปัญหาการโต้แย้งความไม่ปลอดภัยของพืชแปลงพันธุกรรมที่มีผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมล้อม รวมทั้ง
ปัญหาการผูกขาดทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อสังคมโลกในทุก ๆ ด้าน
ปัญหาภาวะการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อมนุษย์
ปัญหาการขาดสารอาหารและความอดยากเป็นปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสังคมโลก มีประชากรโลกร้อย
ละ 40 ที่ขาดสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุจำเป็น เด็กและสตรีซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียใต้เป็นกลุ่มที่ขาดธาตุ
เหล็กและสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำอยู่เป็นจำนวนมาก ภาวะทุโภชนาที่สำคัญได้แก่ การขาด
วิตามินเอ (VAD: Vitamin A deficiency)
วิตามินเอ เป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำ มีความสำคัญในการป้องกันปัญหาสายตา
ช่วยรักษาสภาพเนื้อเยื่อห่อหุ้มอวัยวะภายใน การป้องกันการเกิดโรคและต่อต้านการติดเชื้อ เช่น โรคท้องร่วง โรคใน
ระบบหายใจ วัณโรคปอด มาลาเรีย โรคติดเชื้อในหู รวมทั้งป้องกันการติดเชื้อไวรัสจากแม่สู่ทารก ถ้าขาดวิตามินเอ
เนื้อเยื่อจะเสื่อมสภาพ แห้งแข็ง หรือเป็นเกร็ด เยื่อบุภายในจะผลิตเมือกน้อยลง ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลง เชื้อโรคเข้าสู่
2
ในรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) ระบุว่า เด็กอายุต่ำ
กว่า 5 ปี ประมาณ 2.8 ล้านคน ต้องได้รับการดูแลทางคลีนิคเนื่องจากปัญหาการขาดวิตามินเอที่รู้จักกันดีในชื่อโรค
“Xerophthamia” หรือ “โรคเกร็ดปลากระดี่” เด็กในประเทศที่กำลังพัฒนามีอัตราการตายสูง 2 ใน 3 แต่
การขาดสารอาหารที่ร่างกายต้องการปริมาณต่ำในรูปสารอาหารเดี่ยว ๆ มักไม่ค่อยปรากฏให้เห็น1 หลาย ๆ ประเทศมี
ภาวะทุโภชนาที่เกิดจากการขาดธาตุสังกะสี วิตามินซี วิตามินดี โฟเลต ไรโบฟลาวิน ซีลีเนียม และแคลเซียม2 รวมทั้ง
สารอาหารที่ร่างกายต้องการปริมาณต่ำรวม 3 ชนิดคือ วิตามินเอ ธาตุเหล็ก และ ไอโอดีน3
UNICEF ได้การศึกษาถึงผลกระทบของการขาดธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุอาหารสำคัญที่ร่างกายจำเป็นและ
ต้องการในปริมาณที่ไม่สูงมากนัก เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ซึ่งทำหน้าที่รับออกซิเจนจากปอด
ไปให้เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อใช้ในขบวนการเผาผลาญเพื่อให้พลังงาน ปัญหาการขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาสำคัญ
ที่สุด คนทุกวัยหากขาดธาตุเหล็กจะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ในทารกที่เป็นโรคโลหิตจางจะทำให้พัฒนาการความฉลาด
ลดลง หญิงที่ตั้งครรภ์เกิดภาวะเสี่ยงต่อการแท้ง ตกเลือด และเลือดไหลไม่หยุดระหว่างคลอด เด็กทารกที่เกิดจากแม่ที่
เป็นโรคโลหิตจางจะมีน้ำหนักเบาและเป็นโรคโลหิตจางด้วยเช่นกัน รายงานของ UNICEF ระบุว่าประชาชนกว่า 2
พันล้านคนทั่วโลกเป็นโรคโลหิตจาง และประมาณ 2 เท่าหรือ 3 - 7 พันล้านคนขาดธาตุเหล็ก โดยจะพบอาหารขาดมาก
ที่สุดในกลุ่มผู้หญิง ในประเทศด้อยพัฒนาเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ประมาณ 40 - 50 % และผู้หญิงตั้งครรภ์มากกว่า 50 %
ขาดธาตุเหล็ก UNICEF ยังประเมินว่า คนในเอเชียและอัฟริกาประมาณ 20 % ต้องตายลงเพราะขาดธาตุเหล็ก
โดยแต่ละปีมีคนตายมากกว่า 1 ล้านคน
ตัดแต่งยีนเพิ่มสารอาหารในข้าว
ข้าววิตามินเอถูกนำเสนอในวารสาร Science เดือนสิงหาคม 25424 ข้าวแปลงพันธุกรรมนี้สามารถผลิตสาร
เบต้า แคโรทีน ที่เนื้อเยื่อสะสมอาหารเลี้ยงต้นอ่อนในเมล็ดพันธุ์พืช ทำให้เมล็ดข้าวมีสีเหลือง จึงเรียกข้าวนี้ว่า “ข้าว
ทองคำ” ความคิดเรื่องตัดต่อยีนที่สร้างเบต้าแคโรทีนลงในข้าวเกิดขึ้นมาเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ
UNICEF และ WHO ที่แสดงให้เห็นว่าโรคขาดวิตามินเอมีขึ้นในประเทศที่กินข้าวเป็นอาหารหลัก
“ข้าวทองคำ” เป็นผลงานของ 2 ทีมนักวิจัยชาวเยอรมันภายใต้การดูแลของ ดร. อิงโก โพไตรกัส (Ingo Potrykus) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสวิสในเมืองซูริก และ ดร. ปีเตอร์ บายาร์ (Perter Beyer) จาก
มหาวิทยาลัยแห่ง Freiburg
1 Howson, C.P et.al. 1998. Prevention of micronutrient deficiencies. National Academy Press, Washington D.C.
2 Alnwick DJ. 1998. Combating micronutrient deficiencies: problems and perspectives. Proc. Nutr. Soc. 57:13747
3 Underwood B.A. and S. Smitasiri.1999. Micronutrient malnutrition: Policies and programs for control and their implications. Annual Review of Nutrition. Vol. 19; p. 303
4 Trisha Gura (1999), “New Genes Boost Rice Nutrients”, Science, Vol. 285, 13 August 1999, pp. 98-99
3
เมื่อวันที่ 3 สิงคาคมปีที่แล้ว ดร.โพไตรกัส ซึ่งเป็นนักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีพฤกษศาสตร์แห่งสวิสเซอแลนด์
ได้ประกาศในการประชุมนักกีฎะวิทยานานาชาติ ครั้งที่ 16 ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จาก 100 ประเทศมากกว่า 4,000 คนเข้า
ร่วมประชุมถึงการวิจัยข้าวแปลงพันธุกรรมเพื่อเพิ่มสารอาหารว่าได้แบ่งทีมการวิจัยออกเป็นสองกลุ่มตามสภาวะปัญหา
การขาดสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำคือ กลุ่มศึกษาการเพิ่มวิตามินเอ และธาตุเหล็กโดยพันธุ
วิศวกรรม
ภาระกิจในการเพิ่มวิตามินเอมี ดร.บายาร์ และ ซาลิม อัล-บาบิลล์ (Salim Al-Babill) จาก Freiburg
ทำงานร่วมกับทีมของ ซูดอง ยี (Xudong Ye) ซึ่งมีผู้ร่วมงานอีกสองคนคือ ปีเตอร์ เบิร์กฮาร์ด (Peter
Burkhardt) และ แอนเดรียส (Andreas Kloti) นักวิจัยได้ค้นพบว่าพืชในสกุลนาร์ซิสซัส (Narcissus) คือ
ดอกแดฟโฟดิล (Daffodil ชื่อวิทยาศาสตร์ Narcissus pseudonarcissus) มียีนอยู่ 4 ยีนที่สามารถสร้าง
เบต้าแคโรที คือ phytoene synthase, phytoene desaturase, x-carotene desaturase และ
lycopene cyclase
นักวิจัยได้ใส่ยีนจากแบคทีเรีย Erwinia uredovora5 (ซึ่ง Kirin Brewery เป็นเจ้าของสิทธิบัตร)
เพื่อสร้างสาร double desaturase ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นปฏิริยาการทำงานมีผลต่อเซลลเนื้อเยื่อสะสมอาหารของ
ข้าวมีสีเหลืองซึ่งการจากสารเบต้าแคโรทีน เมื่อคนกินข้าววิตามินเอนี้เข้าไป 300 กรัมต่อวันก็จะทำให้ได้รับวิตามินเอใน
ปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน
ในทีม ดร.โพไตรกัส และทีมประกอบด้วย ปาปา ลุคคา (Paca Lucca) และ ริชาร์ด เอฟ. เฮอร์เรลล์
(Richard F. Hurrell) จาก ETH ซูริค และ ฮอฟฟ์แมนน์ ราโรชี (Hoffmann LaRoche) จากบาเซล ได้
ทำการศึกษาการเพิ่มธาตุเหล็กในข้าว
โดยรายงานการศึกษาว่า ข้าวมี กรดไฟติก (phytric acid) ซึ่งเป็นสารที่ขัดขางการดูดซึมของธาตุเหล็ก การเพิ่มการ
ดูดซึมเพื่อให้ธาตุเหล็กไปใช้ประโยชน์ในร่างกายทำได้โดยการใส่ยีนที่ย่อยสลายกรดไฟฟริก (สารที่ขัดขวางการดูดซึม) คือ
ไฟเตส ยีน (phytase gene) ซึ่งได้จากแบคทีเรียที่ชื่อ Phaseolus vulgare อันดับต่อมาคือลดสารไฟเตต
ในข้าวที่หุงสุกแล้วโดยการใส่ยีนจากเชื้อรา Aspergillus fumigatus ที่ทนต่อความร้อน ลำดับสุดท้ายคือเพิ่ม
ประสิทธิภาพดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ประโยชน์โดยใส่ยีน Sulfuronic methollothoinin จากโปรตีนในข้าว
(Oryza sativa) และเพิ่มโปรตีนที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบชื่อ cyteine สูงขึ้น 25 %
แผนงานของบริษัทเกี่ยวกับ “ข้าวทองคำ”
ข้าววิตามินเอแปลงพันธุกรรมนี้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยการสนับสนุนทุนจากมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ และ
คณะกรรมาธิการยุโรป แต่บริษัทเซเนก้า (Zeneca Agrochemecals ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันระหว่าง
Novartis และ Syngenta)) โดยผ่านตัวกลางอย่างบริษัทเล็ก ๆ พัฒนาวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพอย่าง กรีนโนเวชั่น
(Greenovation) ซึ่งตั้งขึ้นโดยมหาวิทยาลัย Freiburg เมื่อกันยายนปีที่แล้วเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการ
5 Xudong Ye et al (2000), “Engineering the Provitamin A (β-carotene) Biosynthetic Pathway into (Carotenoid-Free) Rice Endosperm”, Science, Vol. 287, 14 January 2000, pp. 303-305)
4
FAO ซึ่งนักประดิษฐ์คาดว่าผลการศึกษาวิจัยข้าว
ทองคำ เพื่อต่อสู้กับภาวะขาดวิตามินเอจะมีผลสำเร็จในปี 25466
ตัวแทนบรรษัทข้ามชาติอย่าง ดร.เอเดรียน ดูบ็อค นักวิจัยพืช ผู้จัดการเทคโนโลยีชีวภาพด้านการตลาดของ
เซเนก้า เจ้าของเอกสิทธิในการประดิษฐ์ข้าวทองคำ ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปีนี้ (2543) ว่าเซเนก้ามีความ
พยายามที่จะเพิ่มคุณค่าสารอาหาร โดยสนใจโอกาสทางการตลาดและสร้างในอเมริกาเหนือ และญี่ปุ่น โดยสร้างจุดขาย
ว่าเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง (anti – oxidant) ลดปัญหาการเกิดโรคหัวใจ และโรคเรตินา
ตาเสื่อม ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะแพร่กระจายข้าววิตามินเอนี้ให้กับคนยากจนเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดสารอาหารที่
จำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยให้กับประเทศยากจนที่ด้อยพัฒนา เซเนก้าใช้เงินลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี
ตัวนี้ไป 2 - 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสิทธิบัตรที่ตนเป็นเจ้าของ เซเนก้าเองยังใจ
ยินดีที่จะสนับสนุนให้นักประดิษฐ์ได้สร้างและค้นคว้า เพื่อให้ข้าวแปลงพันธุกรรมแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในประเทศ
ต่าง ๆ ทั่วโลก
นายเอเรียน ยังกล่าวอีกว่า เซเนก้าได้เอกสิทธิทั้งหมดในการพัฒนาข้าวทองคำจากบริษัทกรีนโนเวชั่นที่ ดร. บา
ยาร์เป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง แต่อนุญาตให้นักวิจัยทำสัญญาการใช้สิทธิชั่วคราวในการแทรกยีนจากดอกแดฟโฟดิล
และยีนแบคทีเรียเพื่อสร้างเบต้าแคโรทีนลงในพืชทุกชนิด ปัจจุบันมีนักวิจัย 80 - 100 ประเทศทั่วโลกที่สนใจนำเทคโนโลยี
ดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศบังคลาเทศ เวียดนาม และไทย มีความกระตือรือล้นในการที่จะศึกษาวิจัยเทคโนโลยีนี้เป็น
อย่างยิ่ง
สอดรับกับที่ประกาศของเซเนก้าและนักค้นคว้าจะสามารถกระจายเมล็ดข้าวทองคำแปลงพันธุกรรมไปได้อย่าง
ทวีคูณด้วยขบวนการผสมข้ามแบบดั้งเดิม ซึ่งก่อนหน้าที่เซเนก้าจะออกมาประกาศเรื่อง “ข้าวทองคำ” เพียง 10 วัน
สภาสูงของสหรัฐได้อนุมัติเงินให้กับกองทุนพิเศษเป็นจำนวนเงิน 3 ล้านเหรียญสหรัฐตามที่อีรี่เสนอให้มีการทำโครงการ
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพในโปรแกรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชีย
ปัญหาที่เกิดจากข้าวทองคำ
ก.ระบบสิทธิบัตรกับการพัฒนาเทคโนโลยีและความปลอดภัยทางชีวภาพ
ระบบสิทธิบัตรถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ดีในการควบคุมสิทธิทางการค้าข้าวทองคำเทียบเท่ากับการเข้าไปมีบทบาท
ในการกำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การเกษตร และการค้าภายในประเทศที่นำเอาเทคโนโลยีของเซเนก้าไปใช้
การศึกษาในเรื่องสิทธิบัตรการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดย หน่วยปฏิบัติการระหว่างประเทศด้านทรัพยากรพันธุกรรม
หรือ เกรน (GRAIN : Genetic Resources Action International) พบว่ากรณีที่มอนซานโต้ต้องการ
แปลงพันธุกรรมพืชน้ำมันเรปซีดเสริมวิตามินเอมีพันธะสัญญาที่ผู้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ต้องจ่ายให้กับบริษัทคาลยีน
(Calgene) ซึ่งมีสิทธิบัตรในเทคนิคการสร้างเบต้าแคโรทีนในเรปซีด (WO9806862) และใช้งบประมาณในการ
ประชาสัมพันธ์ napin promotor ซึ่งเป็นยีนสนับสนุนการขนถ่ายยีนเป็นเงินสูงถึง 5,420,034 เหรียญสหรัฐ
รวมทั้งต้องจ่ายเงินตามสัญญาให้ Kirin Brewery เจ้าของสิทธิบัตรยีนที่ทำหน้าที่สังเคราะห์สารคาโรทีนอยด์จาก
แบคทีเรีย Erwinia uredovera (EP0393690)
6
5
การพัฒนาข้าวทองคำเกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรในขบวนการ ทั้งในยีน และยีนสนับสนุน อย่างน้อย 6 สิทธิบัตรที่
สำคัญ
ตารางที่ 1 แสดงบัญชีรายชื่อในการขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในข้าวทองคำ
ขบวนการ และ Sequence
เลขทะเบียนสิทธิบัตร
เจ้าของ/บริษัท
Agrobacterium transformation
WO8603776
(1986)
Plant Genetic Systems (Aventis)
Daffodil Phytoenhe-Synthase (PSY) and Lycopene-Cyclase (LYC) genes
Patent applied for by developers
University of Freiburg
Erwinia uredovora phytoene desaturase gene (CrtI)
EP0393690 (1990)
Kirin Brewery
Use of constructs comprising a carotenoid biosynthesis gene
WO9806862
(1998)
Calgene* (Monsanto)
Endosperm-specific glutelin (Gt1) Promoter of the Daffodil genes
J6391085
(1988)
Noriinsho
CaMV 35S promoter of the E. uredovora gene
US5106739
(1992)
Calgene (Monsanto)
AphIV marker gene
US5668298
(1997)
Eli Lilly
Source: Compiled by GRAIN from Xudong Ye et.al. (2000), Derwent Biotechnology Abstracts and Esp@cenet
* การอ้างสิทธิในพืชแปลงพันธุกรรมที่สร้างเมล็ดที่เพิ่มระดับแคโรทีนอยด์ โดยบริษัท Calgene มีข้อตกลงระหว่าง
Kirin Brewery สิทธิบัตรให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้ประโยชน์ได้
ทีมวิจัยของซูริคและ Freiburg มีสิทธิบัตรในการแทรกยีนในขั้นตอนการเผาผลาญในการสังเคราะห์เบต้าแค
โรทีน ในเมล็ดข้าว นักวิทยาศาสตร์ยังได้อ้างสิทธิเทคโนโลยีอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันสิทธิของบริษัทหุ้นส่วน มูลนิธิร็อกกี้
เฟลเลอร์และคณะกรรมาธิการยุโรปสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรเพื่อหาผลกำไรได้
ขณะที่บริษัทซีบ้าไกกี้ (Ciba-Gegy เป็นการรวมตัวกันระหว่างบริษัทแซนดอซกับโนวาร์ติส) ได้สร้างยีน บี
ที (Bt gene) แล้วให้อีรี่นำไปพัฒนาต่อในข้าวและให้เปล่ากับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วโลกในรูปของความร่วมมือวิจัยกับ
6
CIP (Central International de la Papa)เป็นกลไกสำคัญในการกระจายยีนบีทีในข้าว ซึ่งจะพบได้ทั่วไปในประเทศกำลัง
พัฒนาผู้ผลิตข้าว ยกเว้นในประเทศ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป
ร็อกกี้เฟลเลอร์ เคยให้ทุนการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพในข้าวเมื่อปีก่อนในจำนวนมากกว่า 3 พันล้านเหรียญซึ่ง
เทียบแล้วน้อยกว่าบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่ให้กับการวิจัยสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้เพิ่มสารอาหารในปีเดียวกันมากกว่าถึง
13 พันล้านเหรียญ
นักวิจัยจะสามารถควบคุมการประดิษฐ์ทั้งหมดได้ถ้าเซเนก้าทำสัญญอนุญาติให้นักวิจัยใช้ประโยชน์ชั่วคราว
(licensing agreement) ผ่านทางกรีนโนเวชั่น อย่างไรก็ดี นายกอร์ดอน คอนเวย์ (Gordon Conway)
ประธานมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ได้ออกมายืนยันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ (2543) ว่าการพัฒนาพันธุ์ข้าวทองคำนี้จะต้องใช้
สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องถึง 72 สิทธิบัตร ซึ่งดูจะเป็นเรื่องยุ่งยากอยู่ไม่น้อยในการที่จะจัดการแบ่งปันผลประโยชน์ของเจ้าของ
สิทธิบัตรกับนักประดิษฐ์ที่ได้ลงทุนไปในข้าวทองคำที่ให้เปล่าแก่คนยากจน
ข.ผลกระทบในโครงสร้างการพัฒนาความปลอดภัยทางชีวภาพ
ปัจจุบัน แม้ว่าเมล็ดพันธุ์ตัดต่อยีนยังต้องใช้เวลาอีกนานในการที่จะพัฒนาการดูดซึมเบต้าแคโรทีนในเนื้อเยื่อ
อาหารของเมล็ดพันธุ์ไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้เต็มที่ และยังมีปัญหาในเรื่องสิทธิบัตรในยีนและขั้นตอนต่างๆ ในการ
พัฒนาข้าวทองคำซึ่งต้องอาศัยสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 72 สิทธิบัตร ทางหน่วยงานวิจัยด้านการเกษตรใน
ประเทศต่าง ๆ ได้วางแผนจะกระจายข้าวตัดแต่งพันธุกรรมไปแล้วอย่างเช่นที่ ศูนย์วิจัยข้าวนานาชาติ หรือ IARCs
(International Agriculture Research Centter) สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติหรืออีรี่ ในประเทศ
ฟิลิปปินส์ และ ICRISAT ในอินเดีย รวมทั้ง CIAT ในเขมร ซึ่งเป็นแหล่งผสมข้ามพันธุ์ข้าววิธีดั้งเดิมได้ทำการ
ทดสอบผสมพันธุ์ข้าวทองคำในพันธุ์ลูกผมที่ตนปลูกไว้อย่างกว้างขวาง เช่น ใน IR64 เป็นต้น
เมื่อนักประดิษฐ์ในประเทศกำลังพัฒนายอมรับเอาเทคโนโลยีข้าวทองคำไปใช้ตามโครงการ “ถ่ายทอด
เทคโนโลยี” ของเซเนก้า สิ่งที่จะตามมากกว่านั้นก็คือเซเนก้าจะเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดแนวทางการวิจัย และ
มาตราการความปลอดภัยทางชีวภาพภายในประเทศ ซึ่งจะเปิดการเปิดประตูให้นำเข้าเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมให้ผ่านไป
ได้อย่างสะดวก โดยอาศัยกลไกของรัฐภายใต้ความร่วมมือการศึกษาวิจัยโดยอาศัยกลไกของรัฐภายใต้ความร่วมมือการ
ศึกษาวิจัยนำเสนอมาตรการการควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพและมาตรการความปลอดภัยอื่น ๆ ที่บริษัทสร้างขึ้น
แล้วให้กับคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพแห่งชาติของประเทศนั้น ๆ เป็นเครื่องมือในการประเมินผลความ
ปลอดภัยที่มีผลต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เซเนก้าใช้วิธีการเช่นนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ดังที่นายเอเรียนได้
ให้สัมภาษณ์ว่า เซเนก้าในการสร้างมาตรการเทคโนโลยีชีวภาพที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากการทดสอบความ
ปลอดภัยระดับสนามในประเทศอังกฤษ สเปน กรีซ และฮอนดูรัส ซึ่งทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นประเทศแรกที่จด
ทะเบียนอาหารแปลงพันธุกรรม และด้วยความชำนาญในด้านมาตราการความปลอดภัย การวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ
การพัฒนาสินค้า และการจัดการด้านทรัพย์สินทางปัญญาจะให้ประโยชน์กับนักประดิษฐ์
7 CGIAR Private Sector Committee (1997), Strengthening CGIAR-Private Sector Partnerships In Biotechnology: A Private Sector Committee Perspective on Compelling Issues, April 30, 1997
7
ไม่ใช่แต่ข้าวเท่านั้นที่นักวิจัยมีความพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศโลกที่สาม ดร. ดร.บายาร์ ได้
ออกมาประกาศว่าการจดสิทธิบัตรได้ครอบคลุมไปถึงการแทรกยีนในขั้นตอนการเผาผลาญในการสังเคราะห์เบต้าแคโร
ทีนในพืชทุกชนิดไม่เฉพาะแต่ข้าวเท่านั้น ข้าวเป็นเพียงพืชชนิดหนึ่งที่จะทำเพื่อให้เปล่ากับเกษตรกรที่ยากจน ซึ่ง
หมายถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี “ข้าวทองคำ” เป็นเพียงเทคนิคตัวเดียวที่ถูกนำเสนอให้สาธารณะได้เห็นถึงความใจ
กว้างของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ได้ทำเป็นข้อตกลงเฉพาะระหว่างนักประดิษฐ์กับ IARCs ในการขนถ่ายยีนเพื่อ
สร้างข้าวทองคำในสายพันธุ์ข้าวเขตร้อน
ข.ข้าวทองคำ ตัวอย่างของการผูกขาดการผลิตอาหารโลก
การพัฒนาพันธุ์พืชโดยระบบอุสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพโดยอาศัยระบบสิทธิบัตรสามารถคุ้มครองสิทธิ
เด็ดขาดให้กับเจ้าของสิทธิบัตรให้สามารถผูกขาดความรู้และเครื่องหมายการค้าในผลิตภัณฑ์ของบริษัท8 การถ่ายทอด
เทคโนโลยีให้กับประเทศผู้รับที่ด้อยพัฒนาแม้จะเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตทางอุตสาหกรรมเกษตรและสร้างองค์
ความรู้ให้กับเหล่านักวิจัย แต่ผลเสียอีกด้านหนึ่งที่จะตามมานั้นมักไม่มีใครกล่าวถึงมัน
การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วยการทำสัญญา บริษัทผู้เป็นเจ้าของสามารถทำสัญญาในหลายรูปแบบด้วยกัน9 เช่น
ข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing Agreement) สัญญาให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค (Technical assistance contracts) สัญญาการจัดการ (Management contract) หรือสัญญาจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ
(Turn- key contract) เป็นต้น ซึ่งประเทศด้อยพัฒนามีโอกาสเลือกทำสัญญาได้เหมือนซื้อสินค้า แต่จะต้อง
สร้างมาตรการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มเแข็งเพียงพอเสียก่อนจึงจะสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของ
เทคโนโลยีได้ ในกรณี “ข้าวทองคำ” หากประเทศที่ยากจนอย่างไทยผลิตออกมาได้จริงและเป็นที่ยอมรับของตลาดใน
ประเทศที่ร่ำรวย สิ่งหนึ่งที่เซเนก้าก็จะได้ผลประโยชน์อย่างแน่นอนก็คือจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการส่งออกข้าว
ทองคำเกษตรกรรายย่อยหรือบริษัทผู้ส่งออกในประเทศไทย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตอีกอย่างหนึ่งนอก
ทดแทนกับค่าเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับมาจากบริษัท
บริษัทยังสามารถใช้ระบบสิทธิบัตรในการเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเมล็ดพันธุ์ในประเทศด้อยพัฒนา
เคลื่อนย้ายทุนจากประเทศผู้ลงทุนไปยังประเทศผู้รับทุนได้ในรูปแบบองค์กรวิสาหกิจ โดยอาศัยการคุ้มครองสิทธิเด็ดขาด
มีผลให้บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีสามารถระดมทุนจากที่ต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะมีเครื่องมือประกันผลกำให้แล้วอย่างหนึ่ง
ส่วนปัจจัยอื่นที่มีผลเกี่ยวข้องการลงทุนที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจะเข้ามาเปิดดำเนินการในประเทศไทยในอนาคต
อันใกล้นี้ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถทำสัญญาเช่าที่ดินได้อย่างน้อย 30 ปี และการเปิดให้ชาวต่างชาติ
สามารถประกอบอาชีพนักปรับปรุงพันธุ์พืชซึ่งแต่เดิมเป็นอาชีพสงวนของคนไทยได้ ตาม ปว. 281 ที่รัฐบาลไทยได้ทำการ
แก้ไขในกฎหมาย 11 ฉบับตามเงื่อนไขของ IMF ซึ่งหากพิจารณาถึงกำลังความสามารถ และความพร้อมในหลาย ๆ
ด้านหน่วยงานรัฐของไทยจึงไม่อาจพัฒนาตนให้มีความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ
ได้อย่างแน่นอน
คำกล่าวอ้างของบริษัทเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมและนักวิจัยถึงการแก้ปํญหาการขาดแคลนสารอาหารในกลุ่ม
คนยากจนในประเทศด้อยพัฒนา “เพื่อช่วยเหลือคนจน” ดูจะน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเมื่อเซเนก้าถือเอกสิทธิ์ทางการค้าเพื่อ
8 วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ “ไปให้พ้นปฏิวัติเขียว” ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม 2535
9 จักรกฤษณ์ ควรพจน์ “ปัญหาและผลกระทบของกฎหมายสิทธิบัตรที่มีต่อประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา” สารัตถะแห่งชุมชน”
เครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทย (หน้า 21 – 55)
8
Orinova) ในญี่ปุ่นซึ่งทำกิจกรรมด้านการจัดจำหน่ายข้าวทองคำ ซึ่ง
หากชาวนาประเทศไทยต้องการส่งออกข้าวไปยังประเทศญี่ปุ่น หรือฟิลิปปินส์จะต้องลงทุนด้านการค้าร่วมกับเซเนก้า หรือ
จ่ายค่าธรรมเนียมการส่งออกให้กับทางบริษัทจึงจะสามารถประกอบธุรกิจจากข้าวทองคำได้
ค.เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมทำลายความหลากหลายทางพันธุกรรม
การตัดแต่งพันธุกรรมสารอาหารในสินค้าส่งออกสำคัญเพื่อสนับสนุนการนำแหล่งอาหารธรรมชาติไปวิจัยและ
พัฒนาการเกษตรโดยละทิ้งความหลากหลายทางพันธุกรรมชีวภาพ “อาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการ” เช่น ข้าว
วิตามินเอ หรือน้ำมันเบต้า แคโรทีนสูง โดยวิธีทางพันธุวิศวกรรมส่งผลกระทบต่อการสูญเสียความหลากหลายของ
พันธุกรรมเพิ่มมากขึ้น เป็นการฆาตกรรมระบบเกษตร และลดความหลากหลายของสารอาหารลง โดยมีเป้าเพียงแค่ให้
สารอาหารเดี่ยวที่ร่างกายต้องการปริมาณต่ำ เช่น วิตามินเอ ใส่ลงไปในพืชที่กินเพื่อแก้ปัญหาโรคขาดสารอาหารที่
ร่างกายต้องการปริมาณต่ำโดยรวมทั้งหมด
คนที่ต้องทนทุกข์กับการขาดสารอาหารในระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าและการส่ง การกำหนดเพียง
แค่สารอาหารเดี่ยวในพืชเพื่อสร้างความนิยม และความต้องการสารอาหารโดยการขนถ่ายยีนแปลกปลอมจากนอก
ประเทศเข้าไปแทรกในพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นเพียงการตกแต่งปัญหาที่เกิดจากผลพวงของการปฏิวัติเขียวให้ดูดีเท่านั้น
วิธีการสร้าง “ข้าวทองคำ” หากเพื่อคนจนอย่างแท้จริง อาจไม่ใช่จริยธรรมที่เหมาะสมเมื่อยังมีแนวทางอื่นที่จะสร้างให้
เกษตรกร คนยากจนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสารอาหารหลากหลายประเภทที่มีอยู่ในพืชผักผลไม้พื้นบ้านที่
มีมากมายหลายประเภท หาได้ง่าย และราคาถูก
ข้าวทองคำเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการแก้ปัญหาความยากจนบนการตัดสินใจครอบจักรวาลโดยการพัฒนา
เทคโนโลยีของประเทศซีกโลกเหนือ มุมมองในการใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาการขาดวิตามินเอทำให้นึกถึงรูปแบบ
ของการปฏิวัติเขียว ที่เคยคิดว่าจะใช้เพียงเทคโนโลยีแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอย่างความยากจนและความหิวโหยลงได้แต่กลับ
ทำให้เกษตรกร คนยากจน รวมทั้งกลุ่มผู้หญิงในประเทศที่ยากจนอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่จะไปสามารถควบคุมได้ แทนที่จะ
มีนโยบายให้คนยากจนเป็นผู้ได้รับประโยชน์กลับกลายเป็นผู้เผชิญเคราะห์กรรที่ต้องรับผลกระทบที่จะเกิดตามมาจากพืช
เชิงเดี่ยว
นโยบายควบคุมความหลากหลายของแหล่งอาหาร หรือการควบคุมให้เป็นแบบเดียวกัน แม้ว่าจะมีการปรับ
การควบคุมพฤติกรรมการกินอาหารเพียงบางส่วนด้วยการเพิ่มผลผลิต และส่งเสริมการบริโภคอาหารเสริมเบต้า แคโรทีน
ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาวในการต่อสู้กับการขาดวิตามินเอ เป็นเพียงขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมเพียงเล็กน้อยในทิศทางการ
แก้ปัญหานี้มากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในปี 1991 กวีเอกที่ได้รับรางวัล World Food Prize ดร.Navin Scrimshaw เขียนไว้ว่า
“เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอย่างยิ่งที่โรครักษาโรค เกร็ดปลากระดี่ (Xerophthalmia) และการโรคปัญหาทาง
สายตาที่มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินเอปรากฎในกลุ่มประชากรที่อยู่ในบริเวณที่มีแหล่งอาหารจากพืชผักผลไม้
9
ในเอเชียแม้จะมีการผลิตธัญพืชเพิ่มมากขึ้นโดยการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อเป็นสินค้าส่งออกเลี้ยง
ประชากรโลก และการกระจายการได้รับสารอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนสูงขึ้นก็ตาม แต่การขาดสารอาหารที่ร่างกาย
ต้องการในปริมาณต่ำยังมีเพิ่มสูงขึ้นมาก11 ขณะเดียวกันวัตถุดิบที่ใช้ในการบริโภคและการบริโภคอาหารที่อุดมด้วย
สารอาหารที่ร่างการต้องการในปริมาณต่ำก็ไม่ได้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในหลายกรณีกลับลดปริมาณลง มีพืช
เพียง 30 ชนิดที่เป็นอาหารหลักของโลก ประมาณ 90 % เป็นอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนตามที่ร่างกายต้องการ
มากกว่าครึ่งของอาหารเหล่านี้เป็น ข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพดเท่านั้น ในบางกรณีประชากรหลายล้านคนเข้าถึงพืชที่มี
สารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำได้น้อยลง ปัจจุบันประชาชนมากกว่า 2 พันล้านคนบริโภคอาหารที่มีความ
หลากหลายน้อยกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว (ก่อนปฏิวัติเขียว) ซึ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการขาดสารอาหารที่ร่างกายต้องการใน
ปริมาณต่ำ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก วิตามินเอ ไอโอดีน สังกะสี และซีลีเนียม12
ปฏิวัติเขียวยังเป็นสาเหตุสำคัญในการทำลายพันธุ์พืชพื้นเมืองที่หลากหลาย ทำให้เกิดการสูญเสียพันธุกรรมทั่ว
โลก รวมทั้งมีผลกระทบต่อพืชผักสวนครัว ในการสำรวจการทำเกษตรภายในครัวเรือนของประเทศเกาหลีซึ่งเป็น
รูปแบบการดำรงชีวิตที่สำคัญดังเดิมของชุมชนที่ไม่ใช้เพียงแค่การอนุรักษ์เฉพาะแค่พันธุ์พืชผักและเป็นแหล่งวิตามิน และ
แร่ธาตุที่สำคัญในระดับครัวเรือน พบแสดงให้เห็นว่า พืช 143 ชนิดที่เคยปลูกในสวนครัวเมื่อปี 2528 ในปี 2536 เหลือ
ปลูกเพียงแค่ 26 % ของพื้นที่ที่เคยปลูก13
การรวบรวมข้อมูลของฐิรวุฒิและพรพนาเมื่อปี 2539 พบว่าปัจจุบันชาวชุมชนในพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ทางตอน
เหนือของประเทศไทยปรับระบบเกษตรกรรมของชุมตามเงื่อนไขของการมีขนาดที่ดินทำกินจัด โดยใช้เทคโนโลยีที่
เหมาะสมกับชุมชนและสภาพระบบนิเวศน์มาประสานกับองค์ความรู้ดั้งเดิมของชุมชน ความเชื่อ พิธีกรรม และความ
มั่นคงทางอาหาร ทำให้รูปแบบของระบบเกษตรมีลักษณะถาวรมากขึ้น ปัจจุบันคนเผ่ากะเหรี่ยง อาข่า ลาหู่ญี ยังคงปลูก
พืชพันธุ์หลากหลายชนิดและสายพันธุ์ ทั้งในไร่นาและในสวน เช่น ปกากะญอบ้านห้วยหอยมีพืชร่วมกับข้าวไม่น้อยกว่า
70 ชนิด พืชที่ปลูกในสวน 25 ชนิด ล่าหู่ญีปลูกพืชร่วมกับข้าวในไร่ไม่น้อยกว่า 30 ชนิด มีพืชที่ปลูกในสวน 20 ชนิด
นอกจากข้าวแล้วยังปลูกพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง งา ถั่วลิสง ฯลฯ ในไร่ไม่ต่ำหว่า 35 ชนิด ส่วนกะเหรี่ยงโปปลูก
พืชไร่ไม่น้อยกว่า 48 ชนิด ปลูกพืชหลักในสวน 6 ชนิด โดยแต่ละชนิดมีสายพันธุ์แตกต่างกันไป14
ในขณะที่การส่งเสริมพืชเชิงเดี่ยวจำต้องพึ่งสารเคมีการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตส่งผลกระทบต่อการเกิดมลพิษใน
ดิน น้ำ อากาศ เนื่องจากการใช้สารเคมีในครั้งหนึ่ง ๆ นั้นจะใช้ประโยชน์ได้เพียง 25 % เท่านั้น ส่วนอีก 75 % จะกระจาย
ลงสู่สิ่งแวดล้อมล้อม จากการสำรวจและวิเคราะห์สารพิษตกค้างในดินเมื่อปี 2519 – 2522 พบสารตกค้างกลุ่มออร์แก
10 World Declaration and Plan of Action for Nutrition, 1992.
11 Welch, R.M. and R.D. Graham. 1999. Special issue on micronutrients. Field Crops Research. Vol.60.
12 Welch, R.M. and R.D. Graham. 1999. Special issue on micronutrients. Field Crops Research. Vol.60.
13 FAO, 1998. The state of the world’s plant genetic resources for food and agriculture. FAO, Rome.
14 ฐิรวุฒิ เสนาคำ และ พรพนา ก๊วยเจริญ “พันธุกรรมข้าว บทบาทการอนุรักษ์และพัฒนาโดยชุมชน” เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
(2539)
10
% ของตัวอย่างที่ตรวจ จนถึงปี 2530-31 ยังพบสารดังกล่าวอยู่ในดินที่ทำการเกษตรทั่วประเทศใน
ปริมาณที่มาก15
ก่อนหน้าปฏิวัติเขียวนั้นประเทศไทยมีปลาน้ำจืดประมาณ 600 – 650 ชนิด การใช้สารเคมีในนาข้าวได้ทำให้
ปลาธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักของชาวนาสูญหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางซึ่งเป็นที่
ราบลุ่มกว้างใหญ่และแหล่งพันธุ์ปลาชุกชุมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือนับตั้งแต่ปี 2522
เป็นต้นมา เกิดโรคระบาดในปลาธรรมชาติเนื่องจากผลกระทบของการใช้สารเคมี ส่งผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจปี
ละ 500 – 700 ล้านบาท การใช้สารเคมีการเกษตรของเกษตรกรในภาคกลางของไทย ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการ
ส่งเสริมรูปแบบการเกษตรที่เพื่อการสร้างแหล่งอาหารให้พอเพียงกับเกษรกรรายย่อยการเลี้ยงปลาในนาข้าวภาคกลาง
แต่โครงการนี้กลับประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูงในภาคอีสานของไทยซึ่งมีการใช้สารเคมีการเกษตรน้อยมาก
รายงานการบริโภคผักใบเขียวและเหลืองในฟิลิปินส์พบว่ามีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 16 สอดคล้องกับ
ปริมาณการบริโภคผัก ผลไม้ เมล็ดถั่ว และเครื่องเทศในบังคลาเทศที่ลดลง (ดูกราฟ แสดงการสูญเสียแหล่งสารอาหารที่
มีคุณค่าทางโภชนาการสูงในผลไม้ ผัก ต่อคนในบังคลาเทศ) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนแห่งสถาบันวิจัยการเกษตรบัง
คลาเทศให้คำแนะนำว่า “รูปแบบอาหารได้เปลี่ยนแปลงไป พวกเรารับรู้ได้อย่างหนึ่งว่ารูปแบบของอาหารดั้งเดิมนั้นให้
สารอาหารมากมายเมื่อเปรียบเทียบกับการบริโภคธัญพืช 300 กรัมต่อวัน กับการบริโภคอาหารปัจจุบันที่ต้องกินธัญพืช
500 กรัมจึงจะสามารถต่อสู้กับอาการขาดสารอาหารได้”17
15 วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ “ไปให้พ้นปฏิวัติเขียว” ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม 2535
16 Consumption decreased from 145 g/day to 106 g/day from 1973 to 1993 respectively. Bayani, E.M. 1996. Nutrition education in the Philippines and its role in improving the nutritional status of Filipino children and adults. Paper presented during FAO RAPA Regional Expert Consultation of the AP Network for food and nutrition on Nutrition Education held on 23-26 July 1996, Bangkok Thailand.
17 World Declaration and Plan of Action for Nutrition, 1992.
11
กราฟแสดงการสูญเสียแหล่งสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงในผลไม้และผักต่อคนในบังคลาเทศ
0510152025303540451961196519691973197719811985198919931997yearskg per capita per yearvegetablesfruits: GRAIN ปรับปรุที่มา งจาก FAO Balance Sheet, ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 21 มิถนุ ายน 2542
เหล่านี้เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิวัติเขียวเพื่อการค้ามีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพการบริโภคของ
ประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนยากจน แม้สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ อีรี (IRRI :
International Rice Research Institutes) จะยอมรับว่าปฏิวัติเขียวทำให้เกิดภาวะทุโภชนาในกลุ่มคน
ยากจนมากขึ้น18 แต่อีรี่ไม่เคยย้อนกลับไปมองรูปแบบการปฏิวัติเขียวที่อีรี่เป็นตัวสร้างปัญหาขึ้นมา และกำลังมองว่า
พันธุวิศวกรรมจะสามารถทำให้คนยากจนทั่วโลกหลุดออกมาจากหลุมพรางที่นักพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อการค้า
และองค์กรระหว่างประเทศที่พัฒนาการเกษตรต่าง ๆ ขุดเอาไว้ กลุ่มบรรษัทข้ามชาติและนักวิจัยยังคงใช้พันธุวิศวกรรม
เป็นแนวทางการปฏิวัติยีนเพื่อคำตอบในการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำโดยดัดแปลง
พันธุกรรมข้าวเพิ่มสารอาหาร
พันธุวิศวกรรมสร้างปัญหาขาดสารอาหารเพิ่มมากขึ้น
แม้ “ข้าวทองคำ” จะเร่งประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางทั่วโลกว่าจะสามารถแก้ไขความอดยากและภาวะทุโภช
นา และสร้างภาพเพื่อให้สังคมโลกตอบรับเทคโนโลยีนี้หลังจากที่ถูกประชาคมโลกโจมตีหนักในเรื่องความปลอดภัยต่อ
สุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่แท้จริงแล้วเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมกลับเป็นเครื่องมือสำคัญในการการควบคุมอาหารโลก
ทำให้คนจนเพิ่มมากขึ้นและเข้าถึงแหล่งอาหารธรรมชาติที่ปลอดภัยได้น้อยลง
เดชา ศิริภัทร ประธานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกประเทศไทยที่ว่า ปัญหาการขาดวิตามินเอเป็นปัญหา
ความยากจน ซึ่งเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ “คนยากจนไม่ได้ต้องการข้าววิตามินเอ พวกเขา
18 IRRI, 1999. Rice: hunger or hope? IRRI 1998-1999 annual report.
12
ทางเลือกอื่นในการแก้ปัญหาภาวะทุโภชนาของประชากรโลก
ขณะที่ภาวะการขาดวิตามินเอเพียงอย่างเดียวหลายอย่างกว้างขวางที่สุดในหมู่คนยากจน19 ที่มี
สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม20 และได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิธีการที่นักพันธุวิศวกรรม
สนใจที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเกิดขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีแปลงพันธุกรรมเพื่อคัดเลือกยีนที่ทำให้พืชสร้างวิตามินเอขึ้นมา
โดยหลงลืมการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไปเสียสิ้น
ยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกนิยมนำมาใช้ในการต่อสู้กับภาวะขาดวิตามินเอมากที่สุดคือการจัดโปรแกรมสุขภาพ โดย
การแนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีกินวิตามินเอสังเคราะห์เป็นระยะ ๆ ในปริมาณที่กำหนด วิธีนี้ถูกค้นพบและนำมาใช้ใน
อินเดีย21เมื่อช่วงปี 2503 - 2513 จากประสบการณ์ 30 ปี พบว่าวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล22 (โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มี
อาการขาดวิตามินเอในระยะกลาง) เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งตัววิตามินเอสังเคราะห์ และการขนส่ง ซึ่งโปรมแกรมดังกล่าว
มักมีราคาแพง ยุ่งยาก
นอกจากวิธีการให้วิตามินสังเคราะห์เสริม ในบางประเทศใส่สารวิตามินเอสังเคราะห์ลงในอาหารต่าง ๆ เช่น
เนยเหลว เนยเทียม และน้ำตาล ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วมักประสบความสำเร็จเพราะต้องอาศัยมีวินัยทางการรักษา
และระบบการติดตามผลที่ดี รวมทั้งมีความสามารถในการผลิตอาหารเสริม แต่วิธีการดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ได้
กับประเทศยากจน23
19 Howson, C.P et.al. 1998. Prevention of micronutrient deficiencies. National Academy Press, Washington D.C.
20Underwood B.A. and S. Smitasiri.1999. Micronutrient malnutrition: Policies and programs for control and their implications. Annual Review of Nutrition. Vol. 19; p. 303
21 Gopalan, C. 1998. Micronutrient malnutrition in SAARC - The need for a food based approach. NFI Bulletin. India.
22 Gopalan C. 1988. Control of vitamin A deficiency: priorities for future research in India. NFI Bulletin, October 1988.
23 Bouis, H. 1998(?). Plant breeding: a new approach for solving the widespread, costly, and costly problem of micronutrient malnutrition. IFPRI.
13
วิตามินเอ หรือ เรตินอล มีมากในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น ตับ นม ไข่ ในผลไม้และผักจะมีสารโปรวิตามินเอ
เช่น เบต้าแคโรทีน หรือคาโรทีนอยต่าง ๆ เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วจะถูกเปลี่ยนเป็นสารเรตินอลก่อนที่จะนำไปใช้
ประโยชน์ได้ (ดูตารางที่ 1 )
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณวิตามินเอที่ที่อยู่ในพืช
พืช
ลักษณะ
แคโรทีน
วิตามินเอ
ผักใบเขียว
ผักโหม
แครอท
ปอกระเจา
คะน้า
สด , แห้ง
สด , แห้ง
สด , แห้ง
สด , แห้ง
5,400 – 9,260
7,200
6,400
900 – 7,580
900 – 1,543
1,200
1,066
150 – 1,263
ผลไม้
กล้วย
มะม่วง
มะละกอ
เหลือง , สด
สุก , สด
แห้ง
สด
60 – 130
708 – 2,400
4,400 5 ,261
300 – 2,500
10 – 22
118 – 400
733 – 877
50 – 417
ส่วนสะสมอาหารและเมล็ด
มะระ
แครอท
ลูกเดือย
ข้าวโพด
มันฝรั่ง
มันเทศ
ทำให้สุก
สด
แห้ง
แป้ง
สด , แห้ง
ขาว , สด
ขาว , สด
เหลือง , แห้ง
13,260
3,890 – 21,000
36,000 – 135,000
25
360
2 – 20
35
300 – 4,620
2,210
648 – 3,500
6,000 – 22,500
4
60
เล็กน้อย – 3
6
50 – 770
น้ำมันพืช
Buriti plam oil
Plam kernel oil
Red palm oil
น้ำมัน
น้ำมัน
น้ำมัน
304,000
22
12,210 – 87,881
50,667
4
2,035 – 24,647
ที่มา : รวบรวมโดย GRAIN
*โดยทั่วไปแล้วร่างกายสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีน 6 มิลลิกรัมให้เป็นวิตามินเอที่ร่างกายต้องการได้ 1 มิลลิกรัม
ผนังลำไส้ ตับและเนื้อเยื่อมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอ ซึ่งในขบวนการนี้จะต้องใช้
โปรตีนในอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้การที่ร่างกายจะดูดซึมวิตามินเอไปใช้ได้นั้นต้องอาศัยไขมันในร่างกาย
ทั้งนี้เนื่องจากวิตามินเอเป็นสารที่ละลายในไขมัน คนที่กินอาหารที่มีไขมันน้อยกว่า 7 % ของแคลลอรี่จึงขาดวิตามินเอ
14
ทั้งการจัดโปรแกรมสุขภาพและการเพิ่มสารวิตามินสังเคราะห์ไม่ได้นำไปสู้การสร้างความตระหนักรู้และ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร25 เช่น ในประเทศไทยมีคำแนะนำในการป้องการโรคที่ขาดวิตามินเอในวัยทารก
โดยให้ดื่มน้ำนมแม่แทนการให้น้ำนมข้นหวานขาดมันเนย (คุณภาพโปรตีนต่ำ และขาดไขมัน) ดูแลสุขอนามัยการกิน
ของทารกเพื่อป้องกันการท้องร่วงของเด็กอย่างง่ายที่ ๆ เป็นต้น26
ความหลากหลายกับแก้ปัญหาการขาดสารอาหาร
ในการประชุมระหว่างประเทศเรื่อง “Nutrition Jointly Organized” โดย FAO และ WHO
ในปี 2535 มีการเรียกร้องให้ค้นหาทางเลือกอื่นที่จะแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าของปัญหา และมีประกาศและแผนปฏิบัติ
การทางโภชนาการโลกที่ 159 ประเทศนำมาใช้ โดยมีถ้อยแถลงและยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับภาวะขาดสารอาหารที่
ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำ ที่ระบุว่า
“การสร้างฐานอาหารที่ยั่งยืน โดยทำให้ชาวท้องถิ่นมีพฤติกรรมในการกินอาหารพื้นบ้าน เป็นยุทธศาสตร์แรก
ที่นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาประชากรโลกที่ขาดวิตามินเอและธาตุเหล็ก”27
ตารางที่ 2 แสดงปริมาณวิตามินเอในอาหารส่วนที่กินได้ 100 กรัม
อาหาร
วิตามิน (หน่วยสากล)
อาหาร
วิตามิน (หน่วยสากล)
ตับวัว
43,890
ยอดและผักกระถิน
7,883
ตับไก่
32,200
ไข่เป็ด ไข่แดง
6,575
แครอท
18,520
ผักบุ้งจีน
6,536
ใบตำลึง
18,075
ไข่ไก่ ไข่แดง
4,025
ใบชะพลู
15,800
ส้มเขียวหวาน
4,000
ตับหมู
14,200
ต้นหอม ส่วนยอดเขียว
4,000
ใบปอกระเจา
13,083
ใบสะระแหน่
3,600
ใบบัวบก
11,800
มะม่วงสุก
3,133
ใบขี้เหล็ก
11,067
ผักกาดเขียว
3,042
24 อมรรัตน์ เจริญชัย “โภชนาการกับชีวิตมนุษย์” สาขาคณะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2525
25 Bouis, H. 1998(?). Plant breeding: a new approach for solving the widespread, costly, and costly problem of micronutrient malnutrition. IFPRI.
26 อมรรัตน์ เจริญชัย 2525 (อ้างแล้ว)
27 World Declaration and Plan of Action for Nutrition, 1992.
15
ใบแค
10,383
มันเทศเหลือง
2,800
ใบคะน้า
10,000
ผลฟักทอง
2,458
ที่มา : “โภชนาการกับชีวิตมนุษย์“ สาขาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2527
ประเทศไทยมีโครงการศึกษา และประสบความสำเร็จในการนำตำลึงมาใช้ เกือบ 5,000 ครอบครัวที่ปลูกตำลึง
ไว้ในสวน สาธิตวิธีการบริโภคที่ถูกต้อง และสร้างค่านิยมการบริโภคพืชพื้นบ้านไปพร้อม ๆ กัน ที่จะมาสนับสนุนทำให้คน
ยากจนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อต่อสู้กับโรคขาดสารอาหาร
หากพิจารณาคุณค่าทางโภชนาการของสารประกอบในข้าวเสริมวิตามินเอตามข้อเท็จจริงจะเห็นว่าพืชพื้นบ้าน
อย่างเช่น มะรุม มีคุณค่ามากกว่าข้าวทองคำมากนัก28 แหล่งวิตามินเอมีมากมายกระจายอยู่ในพืชพื้นบ้านเพื่อบรรเทา
การขาดธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยได้อย่างน่าพอใจเป็นอย่างมาก ผักใบเขียวอย่าง มะรุม ซึ่งมีราคา
ไม่แพงและเป็นแหล่งของสารตั้งต้นของวิตามินเอ และสารอาหารรองที่สำคัญตัวอื่น ๆ พืชพันธุ์พื้นเมืองของอินเดีย
มากมายที่อยู่ในประเทศเขตร้อนและมีปัญหาการขาดวิตามินเอ มะรุมสดยังคงมีวิตามินเอสูงสำหรับความต้องการในแต่
ละวันได้มากกว่า 10 คนขึ้นไป
ตารางที่ ส่วนประกอบของสารอาหารในมะรุม เปรียบเทียบกับอาหารปกติ
สารอาหาร
มะรุม
อาหารอื่น
วิตามินเอ (mcg RE)
1,130
แครอท : 315
วิตามิซี (mg.)
220
ส้ม : 30
แคลเซียม (mg.)
440
นมวัว : 120
โปแตสเซียม (mg.)
259
กล้วย : 88
โปรตีน (mg.)
6.7
นมวัว 3.2
ที่มา : C. Goplan et al Native Value of Indian Foods : Nation Institute of Nutrition,
India 1994
อาหารจากพืชพื้นบ้านที่หลากหลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการกินอาหารธรรมชาติที่มีแหล่ง
สารอาหารที่ร่างกายต้องการปริมาณต่ำที่มีมากกว่าให้สารวิตามินเอเพียงอย่างเดียว ซึ่งนอกจากจะเป็นการฟื้นฟูแก้ไข
ปัญหาสุขภาพทางโภชนาการแล้ว รูปแบบเกษตรกรรมดั้งเดิมยังมีวัตถุประสงค์ในการเลือกปลูกพืชพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่
ของตนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านระบบนิเวศน์ รสนิยมในการบริโภคของสมาชิกในครัวเรือน ปลูกเป็นไม้ใช้สอยใน
ชีวิตประจำวันและใช้ในพิธีกรรม และปลูกตามความเชื่อดั้งเดิม ซงล้วนแต่เป็นแนวทางในการเสริมสร้างความหลากหาย
ของพืชพันธุ์ อีกทั้งยังเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งอาหารคุณภาพและการพึ่งตนเองทั้งในระดับครอบครัวและ
ชุมชน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบเกษตรพอเพียง
28 GRAIN, The GE Approch to Malnutrition, 2000.
16
ป่าดอนปู่ตาของชาวอีสานซึ่งเป็นป่าตามความเชื่อที่มีอยู่เกือบทุกชุมชนในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นป่าทึบพื้นที่
เฉลี่ย 20 – 100 ไร่ เป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวบ้าน มีทั้งพืชอาหารและสมุนไพร 158 ชนิดที่จะสามารถเก็บ
หมุนเวียนต่อเนื่องตลอดทั้งปี29 (บุญยงค์ เกศเทศ, 2543)
ในอัฟริกาตะวันตก แหล่งที่มีวิตามินเอมากที่สุดอยู่ในน้ำมันปาล์มพันธุ์ Elaeis guineensis น้ำมันนี้
ได้รับการสนับสนุนจาก FAO ในเบนิน กาน่า ไนจีเรีย และทางตอนเหนือของแทนซาเนีย หนทางหนึ่งที่จะเพิ่มการ
เข้าถึงด้านสารอาหารให้กับคนจนคือการนำวิธีการสกัดน้ำมันโดยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับท้องถิ่นไปส่งเสริม วิธีการนี้ใช้
ได้ผลในแซมเบียเช่นกันโดย FAO ส่งเสริมปาล์มเทเนราจากคอสตาริก้า ในบราซิลส่งเสริมพืชท้องถิ่นชื่อ burite’
ที่ให้น้ำมัน เบต้า แคโรทีน สูงเหมือนกับปาล์มเพื่อป้องกันการขาดวิตามินภายในประเทศ30
สรุป
เทคโนโลยีขั้นสูง ระบบสิทธิบัตร ทุน และการควบคุมตลาดของอุตสาหกรรมธุรกิจเคมีการเกษตรของบรรษัท
ข้ามชาติจะสามารถผูกขาดการผลิตอาหารและยาของโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ ประเด็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความ
เป็นเจ้าเอกสิทธิในสิทธิบัตรเทคโนโลยีการปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อเพิ่มสารอาหารในข้าวดูจะยังมีความซับซ้อนและยาก
เกินกว่าที่เราจะเข้าใจในเจตนาที่ดีของบรรษัทเหล่านั้นได้
จุดขายของข้าวทองคำที่อุดมด้วยวิตามินเอดูจะไร้อนาคตในตลาดของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ญี่ปุ่น
สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปเพราะพืชแปลงพันธุกรรมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศเหล่านี้ว่าไม่มี
ความจำเป็นที่จะต้องเสี่ยงกับความปลอดภัยต่อสุขภาพ ขณะที่ข้อมูลต่าง ๆ จากนักวิจัยก็มีเพิ่มมากขึ้นจนสามารถสรุป
ได้ว่าตัวมันเองก็ไม่มีความปลอดภัยต่อเพียงพอต่อสิ่งแวดล้อม ดังที่ Mary Lou Guerinot นักชีววิทยาจาก
วิทยาลัย Dartmouth อธิบายว่า ข้าวแปลงพันธุกรรมจะทำให้บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพมีภาพที่ดีขึ้น เพราะอ้างว่าข้าว
นี้พัฒนาโดยไม่ได้หวังผลกำไรทางการค้า และเกษตรกรจะใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย บริษัทยอมเสียผลประโยชน์จากกำไร
ในระยะสั้น ๆ ซึ่งเป็นการหวังผลกำไรทางด้านการเมือง
ความเสี่ยงต่อสุขภาพก็เกิดขึ้นซึ่งกำลังทำการสอบสวนข้าววิตามินเอโดยการสนับสนุนจากอีรี่ หน่วยงาน
สงเคราะห์ และ บริษัท ผลประโยชน์ที่บริษัทเจ้าของสิทธิบัตร และนักวิจัยผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะได้รับจะทำให้
การประเมินผลกระทบด้านลบนี้จะทำให้ข้าวทองคำผ่านความปลอดภัยทางชีวภาพและสุขภาพ ซึ่งเป็นผลตรงข้ามกับ
ปฏิปักษ์กับความจริง ซึ่งมีตัวอย่างชัดเจนจากนายพินสตรับ แอนเดอสัน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ
ออกมาพูดต่อสาธารณะว่า “ข้าววิตามินเอจะกระจายใหักับสาธารณะเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีชีวภาพของพืชที่เคยได้รับ
การวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิ่งแวดล้อมและกลุ่มรณรงค์ผู้บริโภคว่าเป็น “อาหารแฟรงค์เกนสไตน์”
29 บุญยงค์ เกศเทศ “สร้างและเสริมผลผลิตอาหารธรรมชาติจากป่าดอนปู่ตาในชุมชนอีสาน” มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอสารประกอบ
การสัมมนา “สิทธิเกษตรกรกับการเรียนรู้ระบบเกษตรกรรม: บทเรียนการเกษตรอดีตยุคปรับเปลี่ยน สู่เกษตรกรรมยั่งยืนในปัจจุบัน” ณ
สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2543
30 GRAIN, The GE Approach to Malnutrition, 2000.
17
ข้าวแปลงพันธุกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัฒน์การเกษตรแบบเบ็ดเสร็จที่เพิ่มภาวะทุโภชนา ไม่ได้ช่วย
แก้ปัญหาการขาดสารอาหารแต่มันจะนำความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารอันใหม่มาสู่เรา ตั้งแต่มีวิตามินเอในข้าวซึ่ง
ไม่ใช่เกิดขึ้นธรรมชาติแต่เป็นการเกิดจากกระบวนการพันธุวิศวกรรม
การประเมินความเสี่ยงของข้าววิตามินเอจะต้องทำตามหลักการ ประเมินความเสี่ยงของสิ่งมีชีวิตแปลง
พันธุกรรมมีความตั้งใจที่จะใช้ในการทดสอบในโรงเรือนครั้งที่ 2 ที่นำเสนอในพิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพภายใต้
อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม ปีนี้ (2543) ขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะตามมา ดังนี้
การจำแนกลักษณะทางพันธุกรรมภายในเซลล์ที่สร้างขึ้นใหม่ novel genotype และลักษณะที่ปรากฏ
Phenotype characteristics การประเมินความเสี่ยงต้องอธิบายการใช้ vector ในขบวนการทางพันธุ
วิศวกรรม เช่นยีนต้านทานยาปฏิชีวนะในการคัดเลือกกับความเสี่ยงที่จะเกิดต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังต้อง
นำเนื้อหาด้านความหลากหลายในข้าวทองคำที่ต้องการนำไปพิจารณาร่วมด้วย เช่น ความสัมพันธ์ข้าววิตามินเอกับ
ผลกระทบที่มีต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความแตกต่างตามสภาพนิเวศวิทยาระหว่างข้าวแปลงพันธุกรรม
กับข้าวที่ถูกปรับปรุงด้วยวิธีผสมข้ามพันธุ์แบบดั้งเดิม รวมทั้งข้อมูลที่ตั้ง สภาพภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และ
ลักษณะทางนิเวศวิทยาและศูนย์การของแหล่งต้นกำเนิดของขีดระดับความสามารถที่สิ่งแวดล้อมยอมรับได้
ความปลอดภัยต่อสุขภาพกับการแก้ปัญหาการขาดวิตามินเอจะต้องได้รับการทดสอบเพิ่มมากขึ้นไปอีก เช่น แม้
ให้ห้องทดสอบจะพบว่าพืชแปลงพันธุกรรมจะให้เบต้าแคโรทีนเพียงพอ แต่ในต้นพืชแต่ละสายพันธุ์จะมีระดับเบต้าแคโร
ทีนที่แตกต่างกันไป และเมื่อทำการทดสอบในแปลงทดสอบที่มีสภาพแตกต่างกันระดับของเบต้าแคโรทีนย่อมแตกต่าง
กัน รวมไปถึงการทดสอบปริมาณความต้องการสารวิตามินเอที่ร่างกายควรได้รับอย่างเหมาะสม เป็นต้น
ข้าวทองคำ เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าชัด การโฆษณาโดยใช้การต่อสู่โรคตาบอดเป็นเครื่องมือขณะที่ปฏิเสธ
หนทางแห่งความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ปิดช่องทางของเกษตรกรรายย่อยในการที่จะสร้างทางเลือกเพื่อ
ความอุดสมบูรณ์ในทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตรที่เกษตรกรสามารถจะพัฒนาเพื่อสร้างความ
มั่นคงทางอาหารภายในครอบครัวและชุมชน และทำให้ผู้บริโภค รวมทั้งคนยากจนเข้าถึงอาหารธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่ง
ของสารอาหารอันอุดมและปลอดภัย ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้เป็นแนวทางด้วยความมืดบอดที่ถูกควบคุมโดยเทคโนโลยี
พันธวิศวกรรมอันเป็นเครื่องมือของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพจะนำพาเราไปสู่ความมืดบอดระยะเวลาอันสั้น

http://www.biothai.net/web/file/SatSeptember2007-18-34-10-gmo_03.pdf

ไม่มีความคิดเห็น: