ศิลปะการสอนที่มีชีวิต
เรื่องโดย..คุณยุทธชัย เฉลิมชัย
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ดังมาจากภายในตัวบ้าน กระต่ายขาวตัวน้อยวิ่งผ่านหน้าก่อนเลี้ยวลับไประหว่างพุ่มไม้ เด็กๆ กำลังล้อมวงทำกิจกรรมอย่างสนุกสนานโดยมีสายตาของชายผู้เรียกแทนตนเองว่า “หมอพร” คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ทุกวันจันทร์จรดวันศุกร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง เด็กๆ จะมารวมกันในบ้านหลังนี้ ในหมู่บ้านปัญญา ซอยอ่อนนุช ซึ่งดูภายนอกไม่มีอะไรแตกต่างจากบ้านหลังอื่นในละแวกเดียวกัน ต่อเมื่อได้เข้าไปสัมผัสจึงพบว่าที่นี่คือ “โรงเรียนปัญโญทัย” สำนักการเรียนรู้เล็กๆ อันเป็นดอกผลซึ่งเติบโตจากพลังศรัทธาในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของนายแพทย์พร พันธุ์โอสถ
“การศึกษาที่ดีจะช่วยบำบัดความป่วยไข้ของสังคมได้” หมอพรเชื่อเช่นนั้น และแนวทางที่เขาเลือกคือการศึกษาแนววอลดอร์ฟ ของรูดอร์ฟ สไตเนอร์ นักปรัชญาชาวออสเตรีย ซึ่งเน้นพัฒนามิติทั้ง 3 ด้าน คือ กาย ใจ และสติปัญญา (HAND-HEART-HEAD) ของเด็กที่แตกต่างกันตามวัย
หมอพรอธิบายว่าในวิวัฒนาการความเป็นมนุษย์ 3 ส่วนนี้จะไม่แยกจากกัน คือมนุษย์มีสมอง มีสติปัญญาที่จะเรียนรู้พบสิ่งใหม่ด้วยการลงมือปฏิบัติ ขณะเดียวกันภาคส่วนของจิตใจก็จะช่วยกล่อมเกลาให้เป็นมนุษย์ที่ดีงามเพราะสังคมไม่อาจอยู่ได้ด้วยคนเก่งที่มีแต่ “ความรู้ ข้อมูล” วิทยาการ แต่ขาด “ความรู้สึก” และ “สำนึก” ที่จะทำสิ่งดีงาม ซึ่งน่าเสียดายที่การศึกษาปัจจุบันได้ทำลายศักยภาพของมนุษย์ลงไปด้วยการเน้นท่องวิชาการในตำรา จนลืมให้เด็กเรียนรู้โลกรอบตัวด้วยการลงมือปฏิบัติ ค้นคว้าด้วยตัวเอง หรือเรียนมากเพื่อแก่งแย่งชิงดี มากกว่าจะเอื้อเฟื้อแบ่งปัน
เรียนอะไรในปัญโญทัย
การเรียนของที่นี่จะไม่อัดแน่นด้วยเนื้อหาวิชา ไม่ยึดตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ หรือยึดตำราเล่มใดเป็นสรณะ แต่จะเรียนเป็นหน่วยบูรณาการ หมอพรให้เหตุผลว่า ยามที่ครูสอนเลขเด็ก เด็กไม่ได้เรียนรู้เฉพาะเรื่องเลข หากแต่ได้เรียนทักษะการฟังภาษาไทยไปพร้อมกันด้วย อาทิ การสอนให้รู้จักเลข 8
หมอพรเริ่มต้นด้วยการขอให้เด็กๆ เล่านิทานเรื่อง “8 สหาย” ที่หมอพรเล่าให้เด็กฟังเมื่อวาน จากนั้น หมอพรติดกระดาษเปล่าบนกระดาน เขียนเลข 8 ตัวเขื่องด้วยสีเทียนลงกลางกระดาษ ขยับไปที่กระดาษเปล่าอีกแผ่นวาดรูปคน 8 คน ถัดมาอีกแผ่นวาดรูป 8 เหลี่ยม เด็กๆ กางสมุดออก หยิบก้อนสีเทียนในลิ้นชักวาดตามหมอพร จะเห็นว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้การใช้ภาษา เรียนรู้เลข และการวาดรูปไปพร้อมกัน
ปัญโญทัยยังให้ความสำคัญกับวิชาหัตถกรรม อาทิ หัดถักเชือกด้วยนิ้วมือแทนโครเชต์ เลื่อยไม้สร้างบ้าน ซึ่งระหว่างลงมือทำเด็กๆ จะได้ฝึกกล้ามเนื้อนิ้วมือ ฝึกสมาธิและความมุ่งมั่นพยายาม “เมื่อเด็กๆ ทำสำเร็จเขาจะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีปริศนาสำหรับเขา ทุกอย่างมีคำตอบเมื่อเขาได้ลงมือปฏิบัติ”
นอกจากนี้ หมอพรยังเลือกให้เด็กที่นี่เรียนรู้ภาษาต่างประเทศตั้งแต่เล็กๆ โดยมีสอน 2 ภาษา คืออังกฤษ เพื่อเป็นสื่อในการเรียนรู้โลก ปรัชญาวัฒนธรรมตะวันตก และภาษาจีนเพื่อเรียนรู้โลกตะวันออก
ระหว่างการเรียนการสอนนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้มีการสอนโดยตรง แต่สอดแทรกอยู่ในพฤติกรรมตัวอย่างของหมอพรและครูคนอื่นๆ ซึ่งเด็กสามารถเลียนและเรียนรู้ได้ อาทิ การออกเสียงอักขระชัดเจน การเก็บรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ การร้องเพลงรำลึกคุณโลกก่อนรับประทานอาหาร ล้างจานชามของตนเองหลังรับประทานอาหารเสร็จ กล่าวคำ “ขอบคุณ” เสมอๆ เมื่อเด็กทำในสิ่งดีงาม ซึ่งหมอพรสรุปสั้นๆ ว่า “เราไม่อาจบอกให้เด็กเป็น ถ้าเราไม่เป็น”
สอนอย่างแยบคาย ผ่านศิลป – นิทาน
จุดเด่นหนึ่งของวอลดอร์ฟคือนำศิลปะมาขมวดไว้ในการเรียนการสอน สังเกตได้จากก้อนสีเทียนขนาดเหมาะมือถูกจัดวางอยู่ในลิ้นชักของเด็กทุกคน พร้อมที่จะหยิบออกมาสร้างงานศิลปะได้ทุกเมื่อ ต่างจากโรงเรียนทั่วไปที่มักอัดแน่นด้วยหนังสือและสมุดจด หมอพรอธิบายว่า ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่จะกล่อมเกลาให้เกิดความละเอียดอ่อน ก่อเกิดสมาธิ แต่การศึกษาปัจจุบันได้ทำลายไป เรียนรู้ด้วยความแห้งแล้ง
“อันที่จริงเด็กทุกคนมีสำนึกแห่งศิลปะอยู่ในตัว ไม่มีเด็กคนไหนหรอกที่ไม่ชอบศิลปะ ฉะนั้นศิลปะจะช่วยให้เราเข้าไปพบกับเด็กและช่วยให้การสอนมีชีวิตชีวา” หมอพรชี้ให้เห็นว่ารูปที่เด็กๆ วาดนั้นไม่ง่ายเลย นั่นหมายถึงหากเด็กวาดรูปได้ การเขียนตัวอักษรที่ประกอบด้วยเพียงเส้นตรง และเส้นโค้งจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา
“นิทาน” เป็นอีกเครื่องมือการสอนหนึ่งที่เด็กๆ ของปัญโญทัยจะได้สัมผัสเสมอ ซึ่งไม่แตกต่างจากโรงเรียนที่สอนแนววอลดอร์ฟอื่นทั่วโลก นันทิรัตน์ พรรณมาลัย คนไทยที่พำนักอยู่ในเยอรมันมานานนับ 10 ปี และเลือกโรงเรียนวอลดอร์ฟให้กับลูกๆ บอกกับ สานปฏิรูป เมื่อคราวกลับมาเยี่ยมเมืองไทยว่า ในปีหนึ่งๆ ลูกๆ ของเธอ ฟังนิทานนับร้อยเรื่องเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ นิทานเป็นสื่อที่มีองค์ประกอบของจินตนาการ ศิลปะ ภาษา และธรมชาติอย่างพร้อมมูล
ยังไม่ถึงเวลาอ่าน
จะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนของที่นี่จะให้ความสำคัญกับการฟัง พูด และเขียน อาทิ ในการฟังนิทาน 1 เรื่อง เด็กจะได้ฝึกสมาธิในการฟัง ฝึกจับใจความ เพราะหากไม่ตั้งใจฟัง เด็กอาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด และเมื่อหมอพรให้เด็กเล่าสิ่งที่ฟังไปเมื่อวันวาน เด็กก็จะได้แสดงออกด้วยการฝึกพูด ที่ต้องรวบรวมทั้งความคิด การใช้ภาษา และการวาดรูปนั้นก็เป็นการฝึก เขียน (วาดเขียน)
แต่สำหรับการอ่านแล้ว หมอพรบอกว่ายังไม่ถึงเวลา เพราะวัยนี้เป็นวัยที่ควรเรียนรู้โลกรอบตัว การอ่านเป็นการเรียนรู้โลกอีกอย่างหนึ่ง แต่บางครั้งเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป หมอพรกำหนดแผนไว้ว่าจะสอนอ่านให้กับเด็กเมื่อถึง ป.3 เพราะเมื่อถึงวัยนั้นเขาจะกระหายใคร่รู้ จะอ่านด้วยสำนึกที่จะอ่าน ซึ่งขณะนี้ โรงเรียนปัญโญทัยมีเพียง 2 ระดับชั้น คือชั้นอนุบาล และชั้น ป.1 ยังต้องรอเวลาที่จะให้เด็กเติบโตกว่านี้
ปัจจุบัน ปัญโญทัยมีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เด็กที่จบจากที่นี่ จะได้รับวุฒิจากกระทรวงศึกษาธิการโดยขึ้นทะเบียนร่วมกับโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรี เพราะโดยลำพังของปัญโญทัยยังไม่มีสถานะเป็นโรงเรียนตามกฎหมาย เนื่องจากใน พ.ร.บ.การจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษา มีเงื่อนไขต่างๆ มากมาย ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ อาคารสถานที่ พื้นที่ บุคลากร ทว่าความคิดของผู้ก่อตั้งโลดแล่นไปไกลกว่านั้นแล้ว เพราะตั้งใจที่จะเปิดสอนถึงชั้น ป.6 หรืออาจถึง ม.6 หากมีผู้ประสงค์อยากเรียนซึ่งคงต้องอาศัยเวลาอีกนาน เนื่องจากขาดพื้นที่ ขาดทุนทรัพย์ และขาดครูที่เข้าใจถึงการศึกษาแนววอลดอร์ฟ
สู่อิสรภาพทางปัญญา
มีหลายคนตั้งคำถามว่า เด็กที่จบจากที่นี่จะมีความรู้ความสามารถเทียบเคียงได้กับเด็กทั่วไปหรือไม่ ในเมื่อทั้งหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนผิดแผกจากโรงเรียนทั่วไป
แม้เรื่องนี้ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่หมอพรยืนยันว่า “ผมไม่เชื่อว่าเด็กข้างนอกจะรู้อะไรมากกว่าเด็กที่นี่ ถ้าเราเตรียมเขาให้พร้อม ให้เวลาเขา เขาทำได้แน่นอน เพราะธรรมชาติมนุษย์เราเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”
บางคนกังวลไปไกลถึงขั้นว่าเด็กๆ จะสับสนในการใช้ชีวิตหรือไม่ ในเมื่อโลกความเป็นจริง ไม่ใช่สิ่งดีงามอย่างที่เขาเคยพบเห็นในโรงเรียน คำตอบจากปากหมอพรคือ เด็กทั้ง 25 คนผ่านการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเอง เข้าใจสังคม และเข้าใจโลก ฉะนั้นเขาพร้อมที่จะเข้าใจและสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและเติบใหญ่ขึ้นเป็นมนุษย์ที่มีอิสรภาพทางปัญญาที่มีการพัฒนาทั้งกาย สติปัญญา และใจ อย่างพร้อมมูล ดังเช่นที่รูดอล์ฟ สไตเนอร์ กล่าวไว้ว่า “วิริยภาพสูงสุดของเราจะต้องเป็นไปเพื่อพัฒนามนุษย์ผู้มีอิสระทางปัญญา สามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางของชีวิตได้ด้วยตนเอง”
สิ่งที่หมอพรทำ แม้เป็นเพียงอณูเล็กๆ ในระบบการศึกษาของไทย แต่หมอพรตอบอย่างมั่นใจว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพราะวาดหวังว่าหนึ่งพลังเล็กๆ นี้ เมื่อรวมกับอีกหลายพลังในสังคมที่ต้องการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ จะสามารถส่งแรงสะเทือนถึงคนนับพันนับหมื่นได้ ขอเพียงหยุดพร่ำบ่นและลงมือทำเท่านั้น
หมอพรเคยกล่าวไว้อย่างท้าทายเมื่อคราวให้สัมภาษณ์นิตยสาร “สารคดี” เมื่อปลายปี 2540ว่า “ถ้าไม่รู้จะทำอะไร ลองหาที่ให้ผมสักแปลงสิ หมอพรจะถวายหัวทำ ‘โรงเรียนที่มีชีวิต’ ให้ดูสักแห่งหนึ่ง แล้วดูสิว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไหม”
79 ปี ‘วอลดอร์ฟ’
เมื่อแรกโรงเรียนวอลดอร์ฟที่ถือกำเนิดขึ้นโดย ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ ในเยอรมนีนั้น เป็นเพียงโรงเรียนเล็กๆ ที่จัดตั้งขึ้นด้วยความหวังว่า กระบวนการเรียนการสอนแบบใหม่จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนมีความคิด มีจริยรรม ซึ่งจะเป็นพลังในการช่วยฟื้นสังคมจากความบอบช้ำของสงครามโลก ให้หลัง 8 ทศวรรษ โรงเรียนวอลดอร์ฟแตกกิ่งก้านสาขาไปหลายประเทศทั่วโลก
ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (1861-1925) เป็นปรัชญาเมธีชาวออสเตรีย ผู้เสนอแนวคิดมนุษย์ปรัชญา (Anthrosophy) ซึ่งว่าด้วยแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ และก่อให้เกิดวิถีทางใหม่ในการใช้ชีวิต และศิลปะแขนงใหม่ๆ ด้านการศึกษา การแพทย์ วิทยาศาสตร์ ศาสนา
“การศึกษาแผนใหม่” เป็นผลงานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งของสไตเนอร์ จนกระทั่งมีบริษัทเอกชนเสนอให้สไตเนอร์ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อปี 1919 และนั่นถือเป็นจุดกำเนิดของโรงเรียนแนววอลดอร์ฟ ซึ่งได้ขยายตัวไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้
โรงเรียนวอลดอร์ฟส่วนใหญ่มีปรัชญาและแนวทางการจัดทำโรงเรียนที่โดดเด่นหลายประการ อาทิ สถาปัตยกรรม การจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นธรรมชาติร่มรื่น การใช้สื่อการสอนด้วยวัสดุประดิษฐ์จากธรรมชาติ การปฏิเสธสื่อทีวี การใช้ศิลปะเป็นฐานสนับสนุนการเรียนรู้ การเน้นให้เด็กใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เข้าใจธรรมชาติ เป็นต้น
โรงเรียนวอลดอร์ฟในบางประเทศจะเข้มงวดกับการรับเด็กเข้าเรียนเป็นอย่างมาก พ่อแม่จะต้องผ่านการสอบสัมภาษณ์เพื่อพิจารณาว่าการใช้ชีวิต ทัศนคตินั้นเป็นไปในแนวเดียวกับที่โรงเรียนตั้งไว้หรือไม่ เพราะการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ไม่อาจทิ้งให้เป็นภาระของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียวได้ เป็นการป่วยการเปล่าหากอยู่ที่โรงเรียนแล้วมีวิถีชีวิตอย่างหนึ่ง และเมื่อกลับบ้านต้องแปรเปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง
สำหรับเมืองไทย มีโรงเรียนทางเลือกบางแห่งที่นำแนวคิดบางอย่างของโรงเรียนวอลดอร์ฟมาประยุกต์ใช้ อาทิ โรงเรียนรุ่งอรุณ เป็นต้น แต่ที่คงความเป็นวอลดอร์ฟอย่างใกล้เคียงที่สุด คือโรงเรียนปัญโญทัย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2539 โดย นพ.พร พันธุ์โอสถ ผู้มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาสังคม โดยให้การศึกษาที่ดีกับเยาวชน ถึงกระทั่งยอมละทิ้งอาชีพแพทย์ ไปเรียนที่ Waldoft Institute of Sunbridge College รัฐนิวยอร์ก ประเทศอเมริกา
หลังกลับมาตุภูมิ หมอพรเริ่มต้นสอนเด็กในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ตามแนวทางวอลดอร์ฟ และเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กในทางที่ดีขึ้น จึงสานต่ออุดมการณ์ด้วยการตั้งโรงเรียนปัญโญทัย ใช้บ้านที่ตนพำนักอาศัยดัดแปลงเป็นห้องเรียน และใช้พื้นที่รอบบ้านที่ร่มรื่นเป็นสนามเด็กเล่นและแหล่งเรียนรู้ของเด็ก
แนวคิดแบบวอลดอร์ฟ
ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ เป็นผู้ที่พัฒนาการศึกษาในช่วงซึ่งสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นเป็นภาวะ หลังสงครามที่เยาวชนอยู่ในบ้านเมืองที่มีสภาพน่าเศร้าใจ ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ จึงเน้นการศึกษาเพื่อรักษาเยียวยาสุขภาพและจิตวิญญาณ ให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย สร้างสรรค ์ความดีงามและสุมทรียภาพ ด้านต่างๆ และวิถีชีวิตที่ต้องช่วยตัวเองของเด็กๆ เพื่อให้การดำรงชีวิต ของเด็กๆ เป็นไปอย่างมีความสุข และ เหมาะสมกับวุฒิภาวะ วอลดอร์ฟเชื่อว่าการเรียนเขียนอ่าน ควรเริ่มเมื่อเด็กมีความพร้อมอย่างแท้จริง หรือเมื่อฟันแท้ขึ้น ดังนั้นในช่วงแรกของเด็กๆวัยแรกเกิดถึง6 ปีจึงเป็นการสอน ที่เน้นการพัฒนาเด็กตามวัยโดยเด็กเรียนรู้จากสื่อที่เป็นสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เรียนรู้จาก พฤติกรรมของผู้ใหญ่ เน้นความสัมพันธ์ที่อบอุ่น อ่อนโยนเพื่อพัฒนาความรู้สึกที่ดีงาม ความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมความมุ่งมั่นในการทำงานให้สำเร็จ และพึงพอใจในผลงาน ของตน โดยผ่านการเล่น การปฎิบัติตนในชีวิตประจำวัน
การสอนแบบวอลดอร์ฟให้ความสำคัญ กับบทกลอนความสละสลวยของภาษา สีสันสดใส นุ่มนวล และการเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง การรู้จักทำอาหาร การเก็บกวาด ดูแลรักษาบ้าน และอุปกรณ์ต่างๆ ให้สะอาดและสวยงามเป็นระเบียบ การเล่น บทบาทสมมุติ โดยใช้ เครื่องเล่นจากธรรมชาติ ทำให้เด็กๆเข้าใจ ส่งเสริมความคิดและจินตนาการในเด็กวัยนี้ เป็นอย่างดี
จุดเน้นของการสอนแบบวอลดอร์ฟคือเรื่องความมีสุนทรียภาพ และบรรยากาศ ในการจัดห้อง จัดมุมต่างๆ ใช้สื่อทำจากไม้และวัสดุธรรมชาติ เช่นเปลือกหอย ก้อนกรวด ลูกไม้แห้ง กิ่งไม้ ตุ๊กตาทำจากเศษผ้าใส่ในตระกร้า กระจาด เมื่อเด็กเลิกเล่นแล้วจะเก็บของ เข้าที่ โดยปฎิบัติต่อสื่อทุกชิ้น เหมือนเป็นเพื่อนที่มีชีวิต จิตใจ
วอลดอร์ฟ เป็นการสอนที่เน้น การเล่นจากสื่อของจริง และจากธรรมชาติ ทั้งยังสามารถนำเอากระบวนการสอน แบบต่างๆ มาบูรณาการตามความเหมาะสมของเนื้อเรื่องได้ แนวคิดการสอนแบบ เรกจิโอ เอมีเลีย
การจัดการศึกษาตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลียเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดประสบการ์การเรียนรู้ สำหรับเด็ก ปฐมวัยที่พัฒนามาจากความเชื่อว่า การเรียนการสอนนั้นไม่ใช่การ ถ่ายโอนข้อมูล ความรู้จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียน การสอนในเด็กปฐมวัยจึงไม่ใช่การมองว่าเด็กเป็นแก้วที่ว่างเปล่า ที่ครูจะเทน้ำตามความต้องการของครูลงไป สู่เด็ก นักการศึกษาที่เรกจิโอ เอมีเลียเปรียบเทียบ การเรียนรู้ของเด็กและการสอนของครูเป็นการผสมผสาน ของวัตถุจากแก้วทั้งสองใบรวมกัน การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจ หรือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็ก และบทบาทของครูจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กได้เรียน รู้ในสิ่งที่สนใจได ้อย่างเต็มตามศักยภาพของเด็ก ครูจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจว่าเด็กมีวิธีการเรียนรู้
ได้อย่างไรและเด็กมีความสามารถ ในการสื่อออกมาถึงความรู้ ความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยวิถีทางใด การจัดประสบการณ?การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดแรกจิโอ เอมีเลียจึงเป็นการจัดสภาพการเรียนรู้ที่สนองต่อความอยากรู้และแรงจูงใจ ภายในของเด็กในการ เรียนรู้ภายใต้การจัด สิ่งแวดล้อมและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน
เรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีและเป็นจุดเริ่มต้นของความ งอกงามของแนวคิดนี้ในปี ค.ศ. 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่สองแม่บ้านกลุ่มหนึ่งในวิลลา เซลลา (Villa Cella) ซึ่งเป็น หมู่เล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเรกจิโอ เอมีเลีย 2-3 ไมล์ มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการที่จะจัดการศึกษาสำหรับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านท่ามกลางซากปรักหักพังจากผลของสงคราม จากจุดเริ่มต้นนี้และภายใต้การนำของลอริสมาลากุซซี่ นักการศึกษาและกลุ่มผู้ปกครองได้ฟันฝ่าจนในปี ค.ศ. 1963 การปกครองท้องถิ่นในระดับเทศบาลยอมรับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย เป็นสวัสดิการจากการปกครองท้องถิ่น เป็นบริการทางสังคมที่เทศบาลจัดสรรให้แก่ประชาชน ผู้ปกครองต้องการโรงเรียนปฐมวัย รูปแบบใหม่ที่มีคุณภาพดีขึ้นนอก เหนือจากการทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ดูแลเด็กเท่านั้น
มาลากุซซี่และกลุ่มนักการศึกษาได้ทำการศึกษาค้นคว้าทฤษฎี บทความ งานวิจัยข้อคิดเห็นจากศาสตร์สาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยว ข้องกับการศึกษา ทดลองปฏิบัติ แล้ววิเคราะห์สะท้อนผลการปฏิบัติ ทำการปรับปรุง จนได้แนวคิดและการปฏิบัติในการจัดประสบ การณ ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย และประสบความสำเร็จ จนเป็นที่รู้จักของนักการศึกษาในกลุ่มประเทศยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาตั้งแต ่ปี ค.ศ. 1980 เรกจิโอ
เอมีเลีย ได้กลาย เป็นชื่อของแนวคิดในการจัดการศึกษาสําหรับเด็กปฐมวัยเป็นต้นมา สำหรับแนวคิดสำคัญที่นำไปสู?การปฏิบัติในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยมีดังนี้คือ
1. วิธีการมองเด็ก (The image of the child) เด็กในสายตาของครูที่เรกจิโอ เอมิเลีย คือ
เด็กแต่ละคนมีความสามารถในการ รับรู้และเรียนรู้ตั้งแต่วินาทีแรกที่กำเนิดมา เด็กมีวิถี ของการเรียนรู้เป็นไปตามระยะของพัฒนาการในแต่ละวัย เด็กแต่ละคนจะเต็มไป ด้วยพลัง ความปรารถนาที่่จะเติบโต และงอกงาม ความอยากรู้อยากเห็น ความสามารถในการแสดงออกถึงความต้องการที่จะสัมพันธ์ และสื่อสารกับผู้อื่น ด้วยการแสดงออกทางแววตา สีหน้า อากัปกริยา การจับต้องสัมผัส ฯลฯ โดยเฉพาะความต้องการที่จะสื่อสารและ ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นปรากฏออกมาตั้งแต่แรกเกิด ความสามารถในการสื่อสาร นี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับเด็กเพื่อการอยู่รอดและ คงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเผ่าพันธุ์ที่ตน
กําเนิดมา
2. โรงเรียนเป็นสถานที่บูรณาการสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย การใช้ชีวิตและมีสัมพันธ์ภาพร่วมกันระหว่าง
ผู้ใหญ่และเด็ก โรงเรียนเปรียบเสมือนสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการอยู่ตลอดเวลาและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ครอบครัวของเด็กต้องมีส่วนร่วมในการ ดำเนินชีวิตของเด็กในโรงเรียน นอกจากครอบครัวแล้วชุมชน ก็จะต้องมีส่วนร่วมและรับรู้ถึงความเป็นไปในโรงเรียนเช่นกัน เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงสิทธิที่พึงได้ของ
เด็กปฐมวัยและ การยอมรับเด็กในฐานะของการเป็นผู้รับช่วงหน้าที่ในการจรรโลงสังคมในอนาคต
3. ครูและเด็กเรียนรู้ไปด้วยกัน การสอนและการเรียนต้องควบคู่ไปด้วยกัน แนวคิดเรกจิโอ เอมีเลีย
จะให้ความสำคัญของการเรียนรู้ มากกว่าการสอน มาลากุซซี่กล่าวว่า ก่อนจะเริ่มเข้าสู่การสอน ถ้าครูยืนสังเกต อยู่ข้าง ๆ สักครู?และเรียนรู้จากห้องเรียนในขณะนั้นว่าเด็กกำลัง ทําอะไรอยู่ และถ้าครูสามารถเข้าใจได้ถูกต้อง บางทีการสอนในวันนั้น อาจแตกต่างจากที่ผ่านมา วัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาในแนวเรกจิโอ เอมีเลียคือการจัดสิ่งแวดล้อมและให้โอกาสเด็กได้คิดประดิษฐ์และค้นพบด้วยตนเอง การเรียนรู้ที่มีคุณ
ค่าสําหรับเด็กจึงไม่ใช่การสอนจาก ครูที่เป็นการบอกเล่าโดยตรงแต่เป็นการจัดสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ การเรียนเป็น กุญแจสําคัญที่นำสู่การสอนวิธีใหม่โดยครูเป็น ผู้ประสานงาน ส่งเสริมและจัดสิ่งแวดล้อมให้เป็นแหล่ง การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ ครูต้องมีการนำเสนอ ทางเลือกที่หลากหลาย การเสนอความคิด เห็นและเป็น ผู้สนับสนุน การเรียนรู้
ครูสำหรับเด็กปฐมวัยตามแนวคิดเรกจิโอ เอมีเลียต้องปฏิบัติตัวเป็นนักศึกษา ค้นคว้าวิจัย เป็นนักสำรวจและตระเวนเก็บข้อมูลจากทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ของทุกคนจากการประชุม ปฏิบัติการ การสัมมนา หรือการมีโอกาสพบปะกับผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชำนาญการในสาขา วิชาชีพหรืออาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็นประสบการณ์และข้อมูลในครูแต่ละคน เพื่อที่จะโยงเข้าสู่การจัดสถานการณ์หรือกิจกรรมที่นำเด็กไป
สู่ประสบการณ ์เรียนรู้ที่ก้าวสู่การพัฒนาการทางในขั้นต่อ ๆ ไป สิ่งที่นักการศึกษาได้จากการพูดคุยอภิปรายแลก เปลี่ยนความคิดเห็นแล้วนำไปสู่การปฏิบัติแนวใหม่ สิ่งเหล่านี้มิใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการทำงานเท่านั้นแต่ ยังเป็นหลักปฏิบัติที่เป็นปกติในการทำงาน การศึกษา วิจัย ค้นคว้า แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มนักการ
ศึกษาและกลุ่มปฏิบัติการ การเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอนำมาซึ่งสิ่งที่มีคุณค่า คือการเป็นส่วนรวม ของกลุ่มและก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเหนียวแน่น
จากแนวคิดสำคัญประการต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นปรัชญาทางการศึกษาที่กลุ่มนักการศึกษาในเรกจิโอ
เอมิเลีย กำหนดเป็นเงื่อนไข เป็นกรอบความคิด เป็นฐานของความเชื่อและเป็นเข็มทิศที่นำไปสู?การกำหนด
หลักสูตรและการปฏิบัติการจัดสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในเด็ก โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน
กุมภาพันธ์ 01 2008 | แนวการเรียนการสอน | No Comments »
การสอนแบบโครงการ (The Project Approach)
การสอนแบบโครงการ (The Project Approach)
ความเป็นมา
นักการศึกษาปฐมวัยส่วนมากกล่าวถึงการใช้โครงการกับเด็กบางคนแนะนําว่าการสอนแบบโครงการเป็นวิธีการหนึ่งใน หลายวิธีที่สามารถส่งเสริมให้เด็กรู้จักตัดสินใจ เห็นผลการกระทําที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และเด็กจะมีประสบการณ์จากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล วัตถสิ่งของและสิ่งแวดล้อม
การสอนแบบโครงการมีมานานแล้วมิใช่เป็นเรื่องใหม่ในการศึกษา แต่กลับมาได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ทั้งนี้เนื่องมาจากผลการวิจัยที่ทําให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าเด็กเรียนรู้อย่างไร และความจําเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะการคิดแก่ปัญหาของเด็กเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายของสังคม เทคโนโลยี รวมทั้งแนวโน้มของหลักสูตรแบบบูรณาการ และรายงานความประทับใจของนักการศึกษา รวมทั้งบรรดาครู อาจารย์ที่ได้ไปเห็นเด็กในโรงเรียนก่อนประถมศึกษาของเมืองเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ทางตอนเหนือของประเทศ อิตาลี (Katz, 1994)
หลักการ
โครงการ คือการสืบค้นหาข้อมูลอย่างลึกตามหัวเรื่องที่เด็กสนใจควรแก่การเรียนรู้ โดยปกติการสืบค้นจะทําโดยเด็ก กลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ในชั้นเรียน หรือเด็กทั้งชั้นร่วมกัน หรือบางโอกาสอาจเป็นเพียงเด็กคนใดคนหนึ่งเท่านั้น จุดเด่นของโครงการคือความพยายามที่จะค้นหาคําตอบจากคําถามที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง ไม่ว่าคําถามนั้นจะมาจากเด็ก จากครูหรือจากเด็กและครูร่วมกันก็ตาม จุดประสงค์ของโครงการคือการเรียนรู้เกี่ยวกับหัวเรื่อง มากกว่าการเสาะแสวงหาคําตอบที่ถูกต้องเพื่อตอบคําถามที่ครูเป็นผู้ถาม
การทําโครงการไม่สามารถทดแทนหลักสูตรทั้งหมดได้ สําหรับเด็กปฐมวัยถือเป็นส่วนที่เสริมเพิ่มเติมให้สมบูรณ์อย่างไม่เป็นทางการเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรเท่านั้น งานโครงการ
จะไม่แยกเป็นรายวิชา เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ แต่จะบูรณาการทุกวิชาเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย
ต้องการครูเป็นผู้ชี้แนะ และเป็นที่ปรึกษาในการทําโครงการ
ส่วนเวลาที่ใช้ในการทํางานแต่ละโครงการนั้นอาจใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหนึ่งสัปดาห์ขึ้นอยู่กับหัวเรื่อง อายุ และความสนใจของเด็ก
กุมภาพันธ์ 01 2008 | แนวการเรียนการสอน | No Comments »
หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย ความเป็นมา
หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยเป็นองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นโดย รองศาสตราจารย์
ดร.ทิศนา แขมมณี และคณาจารย์ภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์ความรู้นี้ เป็น ผลงาน จากโครงการวิจัย ซึ่งหน่วยปฏิบัต ิการวิจัยการศึกษาปฐมวัย ภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดําเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 โดยดำเนิน การเป็นโครงการย่อยมาเป็นลำดับ รวมทั้ง สิ้น 6 โครงการ จนสามารถสรุปเป็นหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถชีวิตไทย และจัดพิมพ์เผยแพร่ ครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ.2535 และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2536 โดยการสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากองค์การ UNICEF และฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทฤษฎีที่มีอิทธิพล
จากการรวบรวมทฤษฎีและหลักการเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและการจัดการศึกษาสําหรับเด็กปฐมวัยพบว่าทฤษฎี และหลักการที่ใช้ กันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีและหลักการของต่างประเทศ ประเทศไทยเรายังไม่มี ทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็ก ที่พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและ วัฒนธรรมไทย ดังนั้นคณะกรรมการวิจัย จึงได้พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทยเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ได้หลักการและ รูปแบบในการพัฒนาเด็ก ไทยให้มีคุณ ภาพ แต่อย่างไรก็ตามสามารถแบ่งแนวคิดทฤษฎีได้ดังนี้
1. แนวคิด หลักการ และข้อมูลของไทย ได้แก่
แนวคิดทางพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนามนุษย์ กระบวนการพัฒนา สติปัญญา กระบวนการพัฒนาคุณธรรม และกระบวนการกัลยาณมิตร แนวคิดทางวัฒนธรรมไทย ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับสํานึกความเป็นไทย ความประพฤติของเด็กไทย การอบรมเลี้ยงดูเด็ก ด้านค่านิยมและคุณธรรม การอบรมเลี้ยงดูเด็กด้วยรักและถนอม แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนรรมท้องถิ่น ภาษา สิ่งแวดล้อมทางจิต วิญญาณและทางธรรมชาติ และวงศาคณาญาติ ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็กไทย แนวโน้มของสังคมและเด็กไทยในอนาคต
2. แนวคิด หลักการ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก และได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่
แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษา ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ และแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนา เด็ก โดยครอบครัวแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ และแนวคิดเกี่ยวกับ การเล่นของเด็กปฐมวัย
กระบวนการ
องค์ความรู้ที่ได้เป็นผลมาจากการดำเนินงานตามกระบวนการ ดังนี้
1. ขั้นการสร้างหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย คณะกรรมการวิจัยรวบรวมข้อมูลพื้นฐานทั้งของไทย และต่างประเทศ วิเคราะห์แนวคิดที่ใช้เป็นฐานของการวิจัย และกำหนดเป็นหลักการในการพัฒนาเด็ก
2. ขั้นการสร้างรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามวิถีชีวิตไทยโดยกําหนดกรอบความคิด โครงสร้าง เนื้อหา วิธีการและกิจกรรมการพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับหลักการในการพัฒนาเด็กที่กำหนดไว้ แล้วเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและผ ู้มีประสบการณ์ ได้พิจารณาให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงรูปแบบให้สมบูรณ์ขึ้น
3. ขั้นการทดลองใช้หลักการและรูปแบบที่พัฒนาขึ้น โดยการพัฒนาสื่อตามที่รูปแบบนําไปทดลองใช้ในหม
ู่บ้านชนบทของไทย ใน 4 ภาคภูมิศาสตร์ และเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล
4. ขั้นการเผยแพร่ผลงานวิจัย โดยจัดพิมพ์ผลงานเผยแพร่ในประเทศไทยและแปลผลงานเป็นภาษาอังกฤษ
จัดพิมพ์เผยแพร่ใน ต่างประเทศ
ผลงานวิจัยอันเป็นองค์ความรู้ : หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
1. ผลการพัฒนาหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
1.1 หลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการข้อมูล 4 ด้าน คือ หลักการทาง
พระพุทธศาสนา หลักการทางวัฒนธรรมไทย หลักการทางการศึกษาปฐมวัย และข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการ ปัญหาและแนวโน้มของสังคมไทยและ เด็กไทยมีทั้งสิ้น 4 หมวด รวม 123 ข้อ ดังนี้
หลักการทั่วไปในการพัฒนาเด็ก มีจํานวน 8 ข้อ
หลักการในการเตรียมครอบครัวเด็ก มีจํานวน 8 ข้อ
หลักการในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย รวม 94 ข้อ จำแนกเป็น หลักการทั่วไปในการส่งเสริม
พัฒนาการของ เด็กปฐมวัย มี 24 ข้อ และหลักการในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัย 70 ข้อ
หลักการในการพัฒนาผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก 13 ข้อ
1.2 รูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย ที่พัฒนาขึ้นโดยยึดหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยมี 2 รูปแบบ คือ
1 ) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ตามวิถีชีวิตไทยโดยครอบครัวเป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย0-3 ปี ผ่าน ทางการพัฒนาพ่อ แม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก รูปแบบนี้ได้จัดทำสาระเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่จําเป็นและสอดคล้อง กับหลักการที่เป็นพื้นฐาน และได้พัฒนา สื่อต่างๆ ห้พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็กได้ศึกษาประกอบด้วยหนังสือชุดการอบรม เลี้ยงดูเด็กเล็กจํานวน 37 เล่ม เทปเสียงบรรยายสาระในหนังสือ จํานวน 37 ตลับ และปฏิทินสรุปสาระสําคัญจาก หนังสือ 37 เล่ม โดยการให้บุคคลในชุมชนที่มีความสามารถทําหน้าที่จัดการศึกษาต่อเนื่อง ให้พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก ได้มาศึกษาร่วมกัน จัดสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องกันเป็นระยะยาว โดยดําเนินการตามกระบวนการและสื่อที่ให้ไว้ตามคู่มือ การอบรมผู้เลี้ยงดูเด็ก การศึกษาในลักษณะนี้สามารถช่วยพัฒนานิสัยการเรียนรู้และกระบวน การเรียนรู้ของพ่อแม่ไป พร้อมๆกับการพัฒนาความ รู้ความเข้าใจและ การปฏิบัติเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ทั้งยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ ์และความร่วมมือในครอบครัวด้วย
2 ) รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 3-6 ปี ผ่านทางการพัฒนา
ผู้ดูแลเด็ก รูปแบบนี้ได ้กำหนดกิจกรรมประจำวันของเด็ก ซึ่งได้จัดไว้อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนสมดุลกันในเรื่อง ต่างๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้าน รวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก ซึ่งมีทั้งการให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรม ชาติจากการปฏิสัมพันธ ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวด
ล้อมต่างๆ และได้เรียนรู้จากการสอนโดยตรงซึ่งผู้ดูแลเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากการฝึก ปฏิบัติในการทํางานจริง โดยได้รับการนิเทศจากผู้นิเทศที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก ซึ่งจะนิเทศให้ผู้ดูแลเด็กสามารถ ปฏิบัติงานได้ ตามคู่มือการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
2. ผลการทดลองนำร่องการใช้รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย สรุปได้ดังนี้
หลักการที่ใช้เป็นพื้นฐาน ในการพัฒนารูปแบบมีความเหมาะสม รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยโดยครอบครัว เอื้ออำนวยให้คนในชุมชนสามารถช่วยกัน
พัฒนาพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในชุมชนให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยดููเด็กได้ดี แม้ว่าผู้ เลี้ยงดูเด็กจะมีพื้นฐานทางการศึกษาไม่เกินประถมศึกษาปีที่ 6 อย่างไรก็ตาม ผลจากความ รู้ความเข้าใจ ของพ่อแม่เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่ส่งผลถึงตัวเด็กนั้น ยังไม่สามารถสรุป ได้ชัดเจนจำเป็นต้องติด ตามต่อไป
รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยมีความเหมาะสม สามารถช่วยให้ผู้ดูแลเด็กจัดการศึกษา
ให้แก่เด็กได้ดีขึ้น แม้ว่าผู้ดูแล เด็กจะมีความรู้ที่จํากัด และมีปัญหาหลายประการ เช่น จำนวนเด็กมีมาก อาคารสถานที่ไม่เอื้ออำนวย วัสดุอุปกรณ์การสอนมีน้อย ผลจากการทดลองนำร่องการใช้รูปแบบเสนอแนะ 2 รูปแบบดังกล่าวนัยว่าประสบผลสําเร็จในภาพรวม แต่ยังต้องการการปรับปรุงและ การดำเนินการต่อไป ในจุด ที่ยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเวลาจำกัดงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา การพัฒนา จึงได้ดำเนินการ ต่อไป โดยปัจจุบันคณะผู้วิจัยกำลังดำเนินการต่อเนื่องเป็นโครงการที่ 7 เพื่อติดตามผลการใช้รูปแบบ การพัฒนา เด็กปฐมวัย ตามวิถีชีวิตไทยต่อไป
กุมภาพันธ์ 01 2008 | แนวการเรียนการสอน | No Comments »
การสอนภาษาโดยองค์รวม (Whole Language Approach)
การสอนภาษาโดยองค์รวม (Whole Language Approach)
ความเป็นมา
การสอนภาษาโดยองค์รวม (Whole Language Approach) เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่เสนอแนวคิดใหม่ในการสอนภาษา เกิดจากความพยายามของนักการศึกษาและนักภาษาศาสตร์ ซึ่งมองเห็นปัญหาการเรียนรู้ภาษาของเด็ก ซึ่งเกิดจากการสอนที่ครูมุ่งเน้นสาระทางภาษาเป็นหลัก ทําให้การเรียนการสอนไม่น่าสนใจ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติคือไม่เหมาะกับวัย ความสนใจและความสามารถของเด็กและเมื่อคํานึงถึงประโยชน์ที่เด็กจําเป็นต้องใช้ภาษาในการเรียนร และการสื่อสารในชีวิตจริง พบว่าการสอนภาษาแบบเดิม (traditional approaches) ไม่เน้นความสําคัญของประสบการณ์และภาษาที่เด็กใชในชีวิตจริง จึงไม่ได้ให้โอกาสเด็กเรียนรู้ภาษาและใช้ภาษาเพื่อสื่อสารอย่างมีความหมายเท่าที่ควร
หลักการและแนวทฤษฎีที่มีอิทธิพล
แนวการสอนภาษาโดยองค์รวมเกิดจากหลักการและแนวทฤษฎีของนักการศึกษาและนักภาษาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง อาทิ ดิวอี้ (Dewey) เปียเจต์ (Piaget) ไวก็อตสกี้ (Vygotsky) ฮอลลิเดย์ (Halliday) และโรเซนแบลตต์ (Rosenblatt) ที่ชี้ให้เห็นความสําคัญของการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิดและภาษาของเด็กในบริบททางสังคมวัฒนธรรม การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ตลอดจนการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ตอบสนองธรรมชาติ และเหมาะสมกับขั้นพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย หลักการเหล่านี้เมื่อนํามาเป็นแนวคิดในการปรับเปลี่ยนการสอนภาษา จะทําให้เด็กมีความสนใจเกิด แรงจูงใจที่จะเรียนรู้ภาษาได้ดีขึ้นเพราะสิ่งที่เรียนมีความหมายและไม่เกิดความรู้สึกว่าการเรียนภาษาเป็นเรื่องยากลําบาก
เคนเนท กู๊ดแมน (Kenneth Goodman) เชื่อว่าการสอนภาษาเป็นเรื่องสําคัญสําหรับชีวิตเด็ก และโดยที่เด็กต้องเรียนรู้ภาษา และต้องใช้ภาษาเพื่อการเรียนรู้ ครูจะต้องตระหนักในความสําคัญ ดังกล่าว และจากการศึกษาภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ปรัชญา การรู้หนังสือ และการจัดหลักสูตร กู๊ดแมนได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกแนวการสอนภาษาโดยองค์รวม มีผู้ให้ความสนใจนําความคิดไปใช้ในประเทศต่างๆ และมีผู้ให้การสนับสนุนเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ในช่วงปี 1970 เป็นต้นมา
จูดิท นิวแมน (Judith Newman) กล่าวไว้ในหนังสือ Whole Language Theory in Use ว่าการสอนภาษาโดยแนวคิดองค์รวมมีลักษณะเป็นปรัชญา(Philosophical stance) ความคิดของผู้สอนจะก่อตัวขึ้นจากหลักการสอนที่ผู้สอนนํามาประสานกัน
วัตสัน (Watson) อธิบายว่าผู้สอนจะประสานแนวการสอนของตนกับองค์ประกอบทางทฤษฎี (theory) ความเชื่อ (belief) และการนําความรู้ทางทฤษฎีและความเชื่อไปปฏิบัติจริง (practice) องค์ประกอบทั้ง 3 มีความสัมพันธ์สนับสนุนกัน และกันเป็นวงจรที่ช่วยให้ผู้สอนเกิดการพัฒนาการสอนด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลจากการสังเกตเด็กเพื่อทําความเข้าใจในความสามารถ และการแสดงออกของเด็กแต่ละคน บันทึกความก้าวหน้าของเด็กเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาของเด็กได้อย่าง เหมาะสม ครูจะสามารถสร้างแนวคิดเชิงปรัชญาการสอนจากการแสวงหาคําตอบ (inquiry) โดยพยายามนําทฤษฎีไปใช้ในการ สอนจริง (inactive theory active) พิสูจน์ความเชื่อของตนให้ปรากฏ (unexamined belief examined) และพัฒนาการสอนขึ้นเอง (borrowed practice owned)
กระบวนการ
บรรยากาศการเรียนภาษาในชั้นเรียนมีลักษณะเป็นการร่วมมือกันระหว่างครูและเด็กๆ ตั้งแต่การวางแผนคือคิดด้วยกันว่าจะทําอะไร ทําเมื่อไร ทําอย่างไร จําเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์อะไร จะหาสิ่งที่ต้องการมาได้อย่างไร ใครจะช่วยทํางานในส่วนใด
การวางแผนจะมีทั้งแผนระยะยาว (long-range plans) เพื่อวางกรอบความคิดกว้างๆ และแผนระยะสั้น (short-range plans) ซึ่งเด็กและครูจะใช้ความคิดพูดคุยปรึกษากันเพื่อหารายละเอียดและขั้นตอนในการทํากิจกรรม
บทบาทของครูจะเป็นผู้หาวิธีการที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์ที่เด็กมีอยู่เดิมให้สัมพันธ์กับกิจกรรมที่จัดขึ้น ซึ่งอาจเป็นการเล่าเรื่องที่เด็กเคยพบเห็น การเปิดโอกาสให้เด็กพูดจากความคิดหรือประสบการณ์ในขณะฟังเรื่องจากหนังสือที่
ครูเลือกมาอ่านให้ฟัง การจัดหาหนังสือที่เหมาะกับวัยไว้ในชั้นเรียน เพื่อให้เด็กมีโอกาสหยิบมาอ่านหรือพลิกดูเสมอเพื่อเป็น การสร้างความคุ้นเคยกับภาพความคิดและตัวหนังสือ ซึ่งครูไม่จําเป็นต้องสอนให้เด็กอ่านออก เช่น การอ่านแบบเรียนเล่ม 1 เล่ม 2 ที่เคยนิยมใช้มาแต่เดิม
การเขียนก็เช่นกัน เด็กไม่ควรถูกบังคับให้เขียนตัวพยัญชนะ คํา ประโยคตามที่ครูสั่ง แต่ในบรรยากาศการสอนแนวใหม่นี้ เด็กจะแสดงความต้องการให้ครูเห็นว่า เขาต้องการเขียนสิ่งที่มีความหมายสิ่งที่เขายากบอกให้ผู้อื่นเข้าใจ การเขียนในระยะแรกจึงเป็นการที่เด็กสร้างความคิด ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของเด็กและความต้องการสื่อความหมายให้ผู้อื่นทราบ จะเห็นว่าในระยะแรกเด็กจะเขียนเส้นขยุกขยิกคล้ายตัวหนังสือหรือเขียนสะกดบางคําได้ แต่ยังไม่ถูกต้อง ครูที่เข้าใจแนวการสอน
ภาษาโดยองค์รวม จะค่อยๆ ส่งเสริมความคิดความต้องการเขียนหนังสือของเด็ก โดยไม่ตําหนิให้เด็กแก้ไขสิ่งที่เขียนผิด ในทันทีแต่จะแนะให้เด็กสังเกตจากตัวอย่างต่างๆ ที่เด็กพบเห็นได้บ่อยๆ การสังเกตจะช่วยให้เด็กปรับการเขียนให้ถูกต้องได้โดย ไม่เกิดความรู้สึกผิดหรือถูกลงโทษ ซึ่งอาจจะมีผลทางทัศนคติของเด็กได้มาก ดังนั้นการสังเกตเด็กเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งที่ครู
จะต้องเฝ้าดูว่าเด็ก แต่ละคนแสดงออกอย่างไร ครูจึงต้องมีบทบาทในการเฝ้าดูเด็ก (kid-watcher) เพื่อประเมินความสามารถ
และเรียนรู้ และจัดประสบการณ์ที่เอื้ออํานวยการพัฒนาภาษาของเด็กด้วยตัวครูเองตลอดเวลา
การประเมินผลที่ครูพิจารณาจากการสังเกต การบันทึก การเก็บร่องรอยทางภาษาของเด็กขณะทํากิจกรรมต่างๆ และการสะสมชิ้นงานถือว่าสําคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการประเมินการเรียนรู้ภาษาจากสภาพจริง (authentic forms of assessment) และมีประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กมากกว่าการใช้แบบทดสอบทางภาษา
กุมภาพันธ์ 01 2008 | แนวการเรียนการสอน | No Comments »
แนวคิดการสอนแบบ ไฮสโคป
แนวคิดการสอนแบบ ไฮสโคป
ดร.เดวิด ไวคาร์ท (Dr.David Weikart) ประธานมูลนิธิวิจัยการศึกษาไฮสโคป (High/Scope Educational Research Foundation) เป็นผู้ริเริ่มและร่วมกับคณะนักวิชาการและนักวิจัย อาทิ แมรี่ โฮแมน (Mary Hohmann) และ ดร.แลรี่ ชไวฮาร์ต (Dr.Larry Schweinhart) พัฒนาขึ้นจาก โครงการเพอรี่ พรี สคูล (Perry Preschool Project) ตั้งแต่พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ Head Start เพื่อช่วยเหลือ เด็กด้อยโอกาสให้มีการศึกษาที่เหมาะสม และประสบความสําเร็จ ในชีวิต
มูลนิธิวิจัยการศึกษาไฮสโคปได้ศึกษาเปรียบเทียบเด็ก 3 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ ได้รับการสอน จากครูโดยตรง (Direct Instruction) กลุ่มเนอร์สเซอรี่แบบดั้งเดิม (Traditional Nursery) และกลุ่มที่ได้รับ ประสบการณ์โปรแกรมไฮสโคป จากการศึกษาติดตามเด็กเหล่านี้ ตั้งแต่ ระดับปฐมวัยจนถึงอายุ 29 ปี พบว่ากลุ่มที่เรียนด้วยโปรแกรมไฮสโคปมีปัญหาพฤติกรรม ทางสังคม-อารมณ์ เช่น การถูกจับข้อหาลักขโมย ทำร้ายผู้อื่น บกพร่องทางอารมณ์ และล้มเหลว ในชีวิตน้อยกว่าอีก 2 กลุ่ม ดังนั้น โปรแกรมนี้จึงพิสูจน์ได้ว่าช่วย ป้องกันอาชญากรรรม เพิ่มพูน ความสำเร็จทางการศึกษาและผลผลิตตลอดชีวิต (Weikart and others, 1978 และ Schweinhart, 1988 และ 1997)
นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ได้พัฒนาระบบการฝึกอบรมบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เรียนรู้ได้ง่าย เผยแพร่ในประเทศสหรัฐ อเมริกาและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ครูจำนวนมากกว่า 33,000 คน ได้รับ การฝึกอบรมในเรื่องไฮสโคป และจากการสำรวจสมาชิก มากกว่า 200,000 คน ของสมาคมการศึกษาปฐมวัยแห่งชาติ (NAEYC) พบว่า ร้อยละ 28 ของสมาชิกได้รับการฝึกอบรมในเรื่องไฮสโคป และร้อยละ 44 ใช้โปรแกรมไฮสโคปในบาง
บริบทด้วย (Schweinhart, 1997)
ทฤษฎีที่มีอิทธิพล
ในระยะเริ่มต้น การพัฒนาโปรแกรมไฮสโคปใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory) ของเปียเจต์ (Piaget) เป็นพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียนซึ่งเน้น การเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) ระยะต่อมามีการผสมผสานทฤษฎี และแนวคิดอื่นๆ เช่น ทฤษฎีของอีริกสัน (Erikson) ในเรื่องการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่างๆ อย่างอิสระและทฤษฎีของ ไวก๊อตสกี้ (Vygotsky) ในเรื่อง ปฏิสัมพันธ์และการใช้ภาษา เป็นต้น
หลักการ
โปรแกรมไฮสโคปเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและ กิจกรรมที่เหมาะ สมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น
การเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning)
หลักการที่สําคัญของไฮสโคปในระดับปฐมวัย คือ การเรียนรู้แบบลงมือกระทํา ซึ่งถือว่าเป็น พื้นฐานสําคัญ ในการพัฒนาเด็ก การเรียนรู้แบบลงมือกระทําจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพมาก ที่สุดในโปรแกรมที่พัฒนาเด็กอย่าง เหมาะสมกับพัฒนาการ การเรียนรู้แบบลง มือกระทํา หมายถึง การเรียนรู้ซึ่งเด็กได้จัดกระทํากับวัตถุ ได้มีปฏิสัมพันธ ์กับบุคคล ความคิดและเหตุการณ์ จนกระทั่ง สามารถสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเอง (Hohmann and Weikart,1995) ทั้งนี้ องค์ประกอบของ การเรียนรู้แบบลงมือกระทํา ได้แก่
1. การเลือกและตัดสินใจ เด็กจะเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมจากความสนใจและความตั้งใจของตนเอง เด็กเป็นผู้เลือกวัสดุอุปกรณ ์และตัดสินใจว่า จะใช้วัสดุอุปกรณ์นั้นอย่างไร การที่เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจทํา ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตน เองมากกว่าได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้ใหญ่ ดังนั้นผู้ใหญ่ที่ ตระหนักถึงความสำคัญเรื่อง การเลือก และการตัดสินใจต้องจัดให้เด็กมีอิสระที่จะเลือกได้ตลอด ทั้งวันขณะที่ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันไม่ใช่่เฉพาะ ในช่วงเวลาเล่นเสรีเท่านั้น
2. สื่อ ในห้องเรียนที่เด็กเรียนรู้แบบลงมือกระทำจะมีเครื่องมือ และวัสดุอุปกรณ์ที่ หลากหลาย เพียงพอ และเหมาะสมกับระดับอายุของเด็ก เด็กต้องมีโอกาสและมีเวลา เพียงพอ ที่จะเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างอิสระ เมื่อเด็กใช้เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เด็กจะมีโอกาส เชื่อมโยงการ กระทำต่าง ๆ การเรียนรู้ในเรื่องของความสัมพันธ์ และมีโอกาส ในการแก้ปัญหา มากขึ้นด้วย
3. การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 การให้เด็กได้สำรวจ และจัดกระทำกับวัตถุโดยตรงทำให้เด็กรู้จักวัตถุ หลังจากที่เด็กคุ้นเคยกับวัตถุ แล้วเด็กจะนำวัตถ
ุต่าง ๆ มาเกี่ยวข้องกันและเรียนร ู้เรื่องความสัมพันธ์ ผู้ใหญ่มีหน้าที่จัดให้เด็กค้นพบความสัมพันธ ์เหล่านี้ด้วยตนเอง
4. ภาษาจากเด็ก สิ่งที่เด็กพูดจะสะท้อนประสบการณ์และความเข้าใจของเด็ก ในห้อง เรียนที่เด็กเรียนรู้ แบบลงมือกระทําเด็กมักจะเล่าว่าตน กําลังทําอะไร หรือทําอะไรไปแล้วใน แต่ละวัน เมื่อเด็กมีอิสระในการใช้ภาษา เพื่อสื่อความคิดและรู้จักฟังความคิด เห็นของผู้อื่น เด็กจะเรียนรู้วิธีการพูด ที่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ได้พัฒนาการ คิดควบคู่ ไปกับการพัฒนา ความเชื่อมั่นในตนเองด้วย
5. การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ในห้องเรียนการเรียนรู้แบบลงมือกระทําต้องสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก สังเกตและค้นหา ความตั้งใจ ความสนใจของเด็ก ผู้ใหญ่ควรรับฟังเด็ก ส่งเสริมให้เด็กคิดและ ทําสิ่งต่าง ๆ ด้วยตน เอง ในห้องเรียนที่เด็กเรียนรู้แบบ ลงมือกระทํา เด็กจะเผชิญกับประสบการณ์สําคัญ ซํ้าแล้วซํ้า อีกในชีวิตประจําวันอย่าง เป็นธรรมชาติ ประสบการณ์สําคัญเป็นกุญแจที่จําเป็นในการสร้าง องค์ความรู้ของ เด็กเป็นเสมือนกรอบความคิด ที่จะทําความเข้าใจการเรียนรู้แบบลงมือ กระทํา เราสามารถให้คําจํากัดความได้ว่า ประสบการณ์สําคัญเป็นส่วนหนึ่งของ ความรู้ที่เด็กจะต้องหามา ให้ได้โดยการปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ คน แนวคิดและเหตุการณ์ สำคัญต่างๆ อย่างหลากหลาย ประสบ การณ์สำคัญเป็นกรอบ ความคิดให้กับผู้ใหญ่ในการเข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก สามารถวางแผน การจัดประสบ การณ์เพื่อส่งเสริมและประเมินพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสม
กุมภาพันธ์ 01 2008 | แนวการเรียนการสอน | No Comments »
หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori
หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสซอรี่ Montessori
การที่จะช่วยให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามขั้นตอนของความสามารถนั้น ควรจะต้องพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก ที่ต้องการจะเป็นอิสระในขอบเขตที่กำหนดไว้ให้ ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ และพิถีพิถัน การสอนแบบมอนเตสซอรี่ ได้มาจากการที่มอนเตสซอรี่ได้สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็ก ไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น จากการสังเกตเด็กจึงได้พัฒนาวิธีการสอน การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์การสอนต่างๆ ขึ้นมาใช้ โดยเริ่มต้นจากการทดลองที่โรงเรียนที่มอนเตสซอรี่เข้าไปรับผิดชอบ ที่เรียกว่า Casa Dei Bambini หรือ Children’s House แล้ววิธีการสอนนี้จึงได้แพร่หลายต่อไปจนทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน
ปรัชญาและหลักการของการสอนแบบมอนเตสซอรี่
1. เด็กจะต้องได้รับการยอมรับนับถือ เด็กจะต้องได้รับการยอมรับนับถือในสภาพที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ เราต้องยอมรับนับถือเด็กในลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ควรจัดการศึกษาให้เด็กแต่ละคนตามความสามารถ และความต้องการตามธรรมชาติของเขา โดยการพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก
2. เด็กที่มีจิตซึมซาบได้ มนุษย์เรานี้เป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเอง และเปรียบจิตของเด็กเหมือนฟองน้ำ ซึ่งจะซึมซาบข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม เด็กใช้จิตในการหาความรู้ ซึมซาบเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปในจิตของตนเองได้ ( the absorbent mind ) ในการพัฒนาของจิตที่ซึมซาบได้มีทั้งระดับที่เราทำไปโดยที่รู้สึกตัว และโดยไม่รู้สึกตัว อายุตั้งแต่เกิดถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่จิตซึมซาบโดยไร้ความรู้สึก โดยการพัฒนาประสาทที่ใช้ในการเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การดมกลิ่น และการสัมผัส เด็กจะซึมซาบทุกสิ่งทุกอย่าง
3. ช่วงเวลาหลักของชีวิต คือ คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด สำหรับการเรียนรู้ในระยะแรกเป็นช่วงพัฒนาสติปัญญา และเด็กสามารถเรียนทักษะเฉพาะอย่างได้อย่างดี ครูจะต้องช่างสังเกต และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ในการจัดการเรียนการสอนให้สมบูรณ์ที่สุด
4. การเตรียมสิ่งแวดล้อม มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กเรียนได้ดีที่สุดในสภาพการจัดสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้อย่างมีจุดหมาย การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมเช่นนี้เพื่อให้เด็กได้มีอิสระจากการควบคุมของผู้ใหญ่ เด็กจะได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามความคิดของตนเองบ้าง
5. การศึกษาด้วยตนเอง เด็กสามารถเรียนได้ด้วยตนเองจากการที่เด็กมีอิสระในสิ่งแวดล้อมที่จัดเตรียมไว้อย่างสมบรูณ์ การมีอิสระนี้มอนเตสซอรี่กล่าวว่า ไม่ใช่สัญลักษณ์ของเสรีภาพเท่านั้น แต่หมายถึงเส้นทางไปสู่การศึกษา เด็กมีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ ระเบียบวินัยของชีวิตโดยการมีอิสระภาพในการทำงานด้วยตนเอง แก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง
การศึกษาด้วยตนเอง ควรจะมีบทบาทมากขึ้นในวงการศึกษา และควรจะเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนเพิ่มขึ้น ลดวิธีการให้ครูเป็นศูนย์กลางในการเรียน
จุดมุ่งหมายของการสอนแบบมอนเตสซอรี่
จุดมุ่งหมายของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ คือ “ ช่วยพัฒนา หรือให้เด็กมีอิสระในด้านบุคลิกภาพของเด็กในวิถีทางต่างๆ อย่างมากมาย “ สิ่งแวดล้อมของโรงเรียนระบบมอนเตสซอรี่ คือ การจัดระบบเพื่อสะท้อนถึงศักยภาพที่แท้จริง และความต้องการของเด็ก เพื่อเด็กจะได้พัฒนาบุคลิกภาพของเขา ลักษณะการสอนระบบนี้ เด็กจะก้าวหน้าไปตามธรรมชาติของการพัฒนาการของเด็ก เด็กมีอิสรภาพในการเลือกจากสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งต่างๆ ซึ่งสนองความพอใจ และความต้องการภายในความรู้สึกของเขา เป็นการจัดระบบของตนเอง เพื่อเด็กจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพของชีวิต มอนเตสซอรี่ กล่าวย้ำถึงสิทธิของเด็กในการพัฒนาบุคลิกภาพของเขาในการเรียน สิทธิที่จะมีอิสระในการทำกิจกรรม สำรวจโลกสำหรับตัวของเขาเอง และก็เรียกร้องสิทธิในการที่จะมีสภาพการทำงานที่เหมาะสม เด็กปกติในสิ่งแวดล้อมของมอนเตสซอรี่ จะพัฒนาการเรียนรู้ในการทำงานด้วยตนเอง และความรู้สึกของความรับผิดชอบ มีวิธีการที่จะควบคุมตนเองได้สำเร็จ เด็กเรียนรู้ในการที่จะรับผิดชอบต่อตนเองเป็นเบื้องแรก แล้วก็ต่อสภาพการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เขาได้พบตัวของเขาเอง การพัฒนาการทางสังคมสำเร็จได้ ก็ด้วยการมีชีวิตทางสังคมที่แท้จริงในห้องเรียน เด็กเรียนรู้ที่จะทำหน้าที่ของแต่ละบุคคล และในสภาพของการเป็นสมาชิกของกลุ่ม และมีส่วนร่วมในการที่จะต้องรับผิดชอบ และรู้จักที่จะรอคอยความสำเร็จของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และการปรับตัวทางด้านสังคมมีส่วนร่วมอยู่มาก บุคลิกภาพทั้งหมดของเด็กจะได้รับการพัฒนา … สติปัญญา ความสามารถในการแยกแยะ ความคิดริเริ่ม และการเลือกอย่างอิสระ มีอารมณ์ที่เหมาะสม เด็กได้รับการฝึกให้มีคุณภาพพื้นฐานทางสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองดี
หลักสูตรของการสอนแบบมอนเตสซอรี่
วิถีทางของการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่นั้น เป็นหลักการที่คำนึงถึงเด็ก ความต้องการของเด็กในการเรียน ได้มีการตระเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้ทำงานด้วยตนเอง สิ่งแวดล้อม และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ นั้น ได้จัดระบบไว้เพื่อให้เด็กได้พัฒนาตนเอง โปรแกรมจัดเอาไว้ให้เด็กได้เป็นผู้เรียนที่มีอิสระ การควบคุมความผิดพลาดในการทำงานก็ด้วยการใช้วัสดุเหล่านั้นเอง และสิ่งแวดล้อมที่จัดเอาไว้ให้นี้เองเป็นตัวที่ทำให้เด็กมีอิสระ มอนเตสซอรี่เชื่อว่า การที่เด็กได้เรียนรู้ตามความต้องการด้วยตนเอง และการซึมซาบการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม จะทำให้เด็กได้ในสิ่งที่ต้องการจากการเรียนรู้ เด็กจะได้รับเสรีภาพในขอบเขตที่จำกัด จากสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ให้ และจะทำให้เด็กได้รับผลสำเร็จตามความต้องการของเขา หลักสูตรพื้นฐานสำหรับเด็กอายุ 3 ถึง 6 ขวบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่:การศึกษาทางด้านทักษะกลไก (Motor Education) การศึกษาทางด้านประสาทสัมผัส (Education of the Senses) และการตระเตรียมสำหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation for Writing and Arithmetic)
การจัดการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่
โรงเรียนที่ใช้การสอนแบบมอนเตสซอรี่นั้น กิจกรรมถือเป็นส่วนสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ดำเดินไปในโรงเรียน มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กเล็กควรจะเรียนด้วยร่างกายทั้งหมดโดยเน้นทางด้านการฝึกฝนทางประสาทสัมผัส กิจกรรม หรืองานที่เด็กทำจะต้องมีความหมาย อุปกรณ์การเรียนได้วางรูปแบบเอาไว้ให้เด็กได้ทำงานต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนงานจะกระตุ้นทำให้เด็กทำงานต่อไป การเขียนก็เป็นจุดรวมของทั้งการเห็น การได้ยินและการสัมผัส การแสดงออกทางการเขียนจะผ่านขั้นตอนต่างๆ จากการสัมผัสรูปทรงเลขาคณิตสัมผัสรูปพยัญชนะ สระ จากบัตรตัวอักษรกระดาษทราย ใช้ดินสอสีลากไปตามกรอบแผ่นภาพโลหะ และเติมลายเส้นไปในกรอบแผ่นภาพโลหะที่ว่างเอาไว้ ประสมคำโดยใช้ตัวอักษรต่างๆ และเขียนคำลำดับจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมนี้ เป็นแนวคิดแฝงอยู่ในการจัดอุปกรณ์การเรียน ในการทำงาน ครูจะต้องคอยสังเกตว่าเด็กพร้อมที่จะเรียนอุปกรณ์ในขั้นต่อไปหรือยังตามลำดับยากง่าย หรือตามที่นกเรียนร้องขอ การแสดงอุปกรณ์มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นที่ 1 เชื่อมโยงการรับรู้ทางประสาทสัมผัสกับชื่อ ….” นี่คือ แขนงไม้ ”
ขั้นที่ 2 รู้จักชื่อของสิ่งของ …” หยิบแขนงไม้มาให้ครูซิ ”
ขั้นที่ 3 จำชื่อได้สอดคล้องกับอุปกรณ์ …” นี่คือ อะไร ” ขั้นตอนนี้ จะใช้เมื่อเด็กเรียนรู้ชื่อของอุปกรณ์ คุณภาพ หรือประสบการณ์ บทเรียนนั้นจะมีลักษณะสั้น ง่าย และเป็นปรนัย ถ้าเด็กหยิบอุปกรณ์ไม่ถูกก็ต้องหยิบออกไปแล้วให้เด็กรอโอกาสทำต่อไป
วิธีการสอนสามขั้นตอน ( The Three-Period Lesson ) เป็นวิธีการที่ใช้สำหรับสอนความคิดรวบยอดใหม่ด้วยการทำซ้ำ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจในแบบฝึกหัดที่ครูสาธิตให้ดูได้ดีขึ้น การสอนนี้ยังช่วยให้ครูสังเกตเห็นว่าเด็กสามารถเข้าใจ และซึมซาบสิ่งที่สาธิตให้เด็กดูได้ว่องไวแค่ไหน วิธีการสอนสามขั้นตอนนี้ใช้กับการสาธิตขั้นตอน เมื่อเด็กไม่เข้าใจขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งจะต้องเริ่มสาธิตให้ดูใหม่ครูต้องแน่ใจว่า เด็กเข้าใจในสิ่งที่ทำให้ดูแล้ว จึงจะดำเนินขั้นต่อไป วิธีการสอนสามขั้นตอนดังกล่าว Hainstock อธิบายไว้ ดังนี้
ขั้นแรก สังเกตเห็นลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ( Recognition of Identity ) ทำให้เชื่อมโยงสิ่งที่ครูสาธิตให้ดูกับชื่อของสิ่งนั้นได้ “ นี่ คือ …”
ขั้นสอง สังเกตเห็นความแตกต่าง ( Recognition of Contrasts ) มั่นใจว่า เด็กเข้าใจเมื่อบอกเด็กว่า “ หยิบ …”
ขั้นสาม เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งของที่มีความคล้ายคลึงกัน ( Discrimination Between Similar Objects ) ขั้นตอนนี้เพื่อที่จะได้ทราบว่าเด็กจำชื่อสิ่งต่างๆ ที่ครูสาธิตให้ดูได้หรือเปล่า เช่น ชี้ที่ของหลายๆ สิ่ง แล้วถามว่า “ อันไหน คือ …”
กุมภาพันธ์ 01 2008 | แนวการเรียนการสอน | No Comments »
Neo Humanist
การศึกษาแบบนีโอฮิวแมนนิส (Neo-Humanist Education) ความเป็นมา
จุดเริ่มของแนวคิดนี้ มาจากโยคีชาวอินเดียผู้ยิ่งใหญ่ พี.อาร์. ซาร์การ์ (P.R. Sarkar) ที่นําศาสตร์ทางตะวันออกกับความทันสมัยแบบตะวันตกมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เช่น มีการให้เด็กๆ ฝึกสมาธิ ทำโยคะ ขณะเดียวกันก็ใช้เสียงเพลงและวิธีการสอนใหม่ๆ รวมเข้าไปด้วย
หลักการ
สิ่งแวดล้อมและการศึกษาในวัยต้นๆ ของชีวิต มีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งต่อความเฉลียวฉลาด คุณธรรมและความสุขของคนเรา
โดยเชื่อว่าความเก่ง ความฉลาด ซึ่งเป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ แต่มนุษย์ดึงศักยภาพดังกล่าว ออกมาใช้แค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทั้งๆ ที่มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพตัวเองได้สูงสุดมากกว่านี้ และเชื่อว่าความเป็นคนที่สมบูรณ์นั้นเกิดจากศักยภาพที่สําคัญ 4 ด้าน คือ
1. ร่างกาย (PHYSICAL) จะต้องแข็งแรง
2. จิตใจ (MENTAL) ถ้ารูปร่างดีแข็งแรง แต่จิตใจไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็ไม่มีประโยชน์
3. ความมีน้ำใจ (SPIRITUAL) มีความรักให้กับคนอื่นในวงกว้าง ช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน มีความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ มีใจที่เปิดกว้าง
4. วิชาการ (ACADEMIC) ถ้าเราไม่มีวิชาการ ไม่มีความรู้ ก็ไม่มีทางที่เราจะมีอะไรมาบํารุงตัวเอง
ทั้ง 4 ด้านคือหลักการสู่ความเป็นคนที่สมบูรณ์ การศึกษาที่ดีจะต้องจัดให้ครบทั้งหมดนี้
กระบวนการ
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายความเป็นคนที่สมบูรณ์ กิจกรรมที่ทําในโรงเรียนนีโอฮิวแมนนิส จะต้องสอดคล้องกับหลัก 4 ข้อ คือ คลื่นสมองต่ำ การประสานของเซลล์สมอง ภาพพจน์ต่อตัวเอง และการให้ความรัก ซึ่งต้องไปด้วยกัน เด็กจึงจะไปในทิศทางที่ดี
1. คลื่นสมองต่ำ นักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์เครื่องมือวัดคลื่นสมอง ซึ่งสามารถตรวจพบว่าประสิทธิภาพการทำงานของคนเราจะแปรเปลี่ยนไปตามคลื่นสมองที่เราส่ง ยิ่งต่ำลงมากเท่าไรจะยิ่งมีประสิทธิภาพดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะเราจะมีความสงบทางจิตใจ อารมณ์ดี ใจเย็น มีความคิดสร้างสรรค์สูง เกิดสมาธิ จิตใจเป็นหนึ่งเดียว ไม่ฟุ่งซ้านไม่วอกแวก กิจกรรมจึงต้องสร้างให้ เด็กเกิดภาวะคลื่นสมองต่ำมากที่สุด เช่น ก่อนเข้าห้องเรียน เด็กๆ ได้ฝึกทําโยคะ นั่งสมาธิ อันถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้เขาเรียนหนังสือได้อย่างสบายใจ และมีความสุขในการรับรู้
โยคะและสมาธิจะช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาทผ่อนคลายขณะเด็กทำโยคะจิตใจเขาจะเป็นหนึ่งเดียว เรื่องอะไรที่วุ่นวายจะค่อยสงบลงๆ การเล่านิทาน การกอด เสียงเพลง และท่าที คำพูดจากคนรอบข้าง ก็มีส่วนทำให้คลื่นสมองต่ำได้เช่นเดียวกัน ถ้าเด็กอยู่ใกล้คนคลื่นสมองต่ำ เขาก็จะต่ำด้วย แต่ถ้าใกล้คนที่คลื่นสมองสูง อารมณ์เขาก็พลอยรุนแรงสูงตามไปด้วย ดังนั้น บทบาทของครูจึง เป็นเรื่องสําคัญ ครูต้องอารมณ์เย็น ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ พูดให้กำลังใจ และไม่พูดในแง่ลบ
อาหารการกินก็มีส่วนต่อคลื่นสมองของคนเราด้วยเช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นอาหารธรรมชาติมากเท่าไหร่ จะยิ่งส่งผลดีมากเท่านั้น อาหารที่โรงเรียนจึงเป็นแบบกึ่งมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น หมู เนื้อ แต่กินเนื้อสัตว์เล็กตั้งแต่ไก่ลงมา เน้นผัก ผลไม้ นมและดื่มน้ำมากๆ
2. การประสานของเซลล์สมอง เราเคยเชื่อว่าความฉลาดมาจากพันธุกรรม พ่อเก่ง แม่เก่ง ลูกจะออกมาเก่ง แต่แนวคิดนีโอฮิวแมนนิสมีความเห็นต่างออกไปจากนั้น โดยเชื่อว่าความฉลาด สามารถฝึกฝนกันได้ ไม่ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ แต่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ว่าได้มีส่วนช่วย ทําให้เซลล์สมองประสานกันมากน้อยแค่ไหน
การที่คนไหนจะฉลาดหรือไม่ฉลาด เกิดจากเซลล์สมองประสานเข้าด้วยกันหรือที่เรียกว่าเซลล์ประสานประสาท ถ้าใครมีมากๆคนนั้นจะฉลาด เรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้เร็ว อย่างเรามีเพื่อน ทําไมบางคนอ่านหนังสือสิบนาที จำได้หมดแล้วเรากลับจําไม่ได้ มีการค้นพบว่าเซลล์ประสานประสาทจะขยายตัวได้ดี เมื่อมือกับเท้าของเราทํางานมาก เพราะปลาย ประสาทจะอยู่ตรงส่วนนี้มาก ฉะนั้นในแนวคิดนี้จึงให้เด็กเรียนๆ เล่นๆ เรียนก็จริง แต่ต้องได้เคลื่อนไหวด้วย ดังนั้นกิจกรรมจึงมุ่งให้เด็กได้ออกนอกห้อง ได้ปีนป่าย ได้วิ่งเล่น เพื่อให้มือกับเท้าทำงานมากที่สุด
นีโอฮิวแมนนิสจะไม่เชื่อเรื่องให้เด็กเรียนอย่างเดียว หรือเล่นอย่างเดียว เพราะในช่วง 3-6 ปี จะเป็นช่วงที่สมองของคนเราเจริญเติบโตมากที่สุด ถ้าไม่ให้เรียนเสียเลย แล้วมาเรียนตอน 7-8 ขวบจะยิ่งช้าไป ดังนั้นจึงต้องเรียนบ้าง โดยกระจายให้เหมาะสม และใช้วิธีการที่จูงใจ ให้เด็กเรียนรู้ด้วย คลื่นอัลฟาหรือคลื่นสมองต่ำมากที่สุด
ส่วนวิธีการสอนแม้เป็นนามธรรม แต่ก็มีวิธีจูงใจอย่างมีระบบ จากรูปธรรมง่ายๆ ไปสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรม ยากๆ แล้วจึงค่อยไปสู่นามธรรมโดยที่เด็กแทบจะไม่รู้ตัวเลย เช่น แทนที่เด็กจะต้องท่องตัวอักษรต่างๆ เขาก็จะรู้จักเจ้าตัวพวกนี้ผ่านเกม โดยวิ่งไปตามพื้นห้องให้เป็นรูปตัวอักษร ทําตัวเองให้เป็นรูปนั้น หรือเล่นเกมบัตรคําสนุกๆ และแทนที่จะต้องหลับหูหลับตาท่องตัวเลขมากมายอย่างไร ความหมายพวก เขาก็จะได้เรียนรู้การใช้จากของจริง เช่น นับตัวเลข จากลูกปัดหอย หรือผลไม้ ถ้าหากจะเรียนสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิต ครูก็จะพาพวกเขาไปสัมผัสกับประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน อาจพาไปดูปลาในบ่อ พาไปรู้จักสัญญาณไฟจราจรริมถนน เป็นต้น
3. ภาพพจน์ของตัวเอง (SELF CONCEPT) ความรู้สึกที่คนเรามีต่อตัวเรา ตามหลักจิตวิทยา สมัยใหม่พบว่าความรู้สึกที่มีต่อตัวเราจะส่งผลไปถึงความรู้สึกที่เรามีต่อคนอื่นด้วย ถ้าเรารู้สึกว่าตัว เองไม่ได้เรื่อง เราก็จะไม่เชื่อมั่นคนอื่น ความรู้สึกที่มาจากตัวเรามันมาจากประสาทสัมผัสทั้งห้า ที่เป็นตัวบันทึก โดยเฉพาะทางตากับทางหู เป็นเรื่องของจิตใต้สํานึก ซึ่งวัยเด็กเป็นวัยที่รับรู้สูงที่สุด ถ้าจิตใต้สํานึกบันทึกไว้แต่เรื่องด้านลบ ได้ยินคนรอบข้างพูดเรื่อยๆ ว่าไม่เก่ง ซน เด็กเติบโตขึ้นก็จะ กลายเป็นคนที่ไม่เก่ง ซน ซุ่มซ่าม เมื่อภาพพจน์ที่มีต่อตัวเองเป็นลบ พฤติกรรมที่ออกมาก็จะเป็นลบด้วย
ดังนั้น บทบาทของครูจึงเป็นเรื่องสําคัญ (กรณีเดียวกับเรื่องคลื่นสมองต่ำ) เชื่อว่าพฤติกรรมของ ครูคือบทเรียนที่ดีที่สุดของเด็ก เช่น ถ้าครูไม่กินผัก เด็กก็จะไม่กินผัก ถ้าครูพูดจาไพเราะ เด็กก็จะพูด จาไพเราะ แนวคิดนี้ไม่เชื่อว่าทําอย่างที่ครูสอน แต่อย่าทําอย่างที่ครูทํา ดังนั้นคนเป็นครูที่ดีจึงต้องสมบูรณ ์พร้อมทั้งพฤติกรรมส่วนตัวและเทคนิคการสอนด้วย เด็กจึงจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ
4. การให้ความรัก เปรียบเสมือนกับแก้วน้ำ ถ้าความรักของเด็กคนนั้นเต็ม มันย่อมไหลเผื่อแผ ่ไปถึงผู้อื่น ตรงกันข้ามถ้าความรักของเขามีเพียงค่อนแก้ว เขาย่อมเรียกร้องต้องการการแสดงออก ซึ่งความรักแก่เด็กที่จะทําให้เขาได้รับความรักล้นเต็ม
วิธีที่จะได้ความรัก
1. รอยยิ้ม ตามหลักจิตวิทยา การยิ้มคือการยอมรับในความเป็นมนุษย์
2. คําชม การนําเอาข้อดีมาพูด
3. การสัมผัส ในเด็กวัย 3-6 ขวบต?องการสิ่งนี้มาก นักจิตวิทยาบอกว่าคนเราต?องการการสัมผัสอย่างน้อยวันละ 4 ครั้งเพื่อการมีชีวิตรอด 8 ครั้งเพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างปกติ และ 14 ครั้งเพื่อการมีชีวิตอย่างมีความสุข ถ้าไม่ได้รับเลยเขาจะอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด ดังนั้นในโรงเรียนนีโอฮิวแมนนิส ครูจึงกอดเด็กหลังเช็กชื่อในตอนเช้าเสมอ
กุมภาพันธ์ 01 2008 | แนวการเรียนการสอน | No Comments »
สูตรน้ำผักผลไม้
สูตรน้ำผักผลไม้
1. แอปเปิ้ล 1 ผล
2. แครอท 1 ลูก
3. ผักสลัด(ผักกาดแก้ว) 3 ใบ
4. ตั้งโอ๋ 2 ก้าน
5. มะนาว 1 ลูก
6. น้ำเสาวรส 1/2 แก้ว (ถ้าไม่มีสดให้ซื้อน้ำเสาวรสกระป๋องก็ได้ค่ะ)
7. น้ำผึ้งแท้ 1/2 แก้ว
8. น้ำเปล่า 1-2 แก้ว แล้วแต่ความชอบ
9. ฝรั่ง 1 ผล
10. มะเขือเทศสีดา (ลูกเล็กๆ) 5 ลูก
11. น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
นำทุกอย่างมาปั่นรวมกันค่ะ สูตรนี้จะทำได้ประมาณ 1 ลิตร
ในกรณีที่เป็นคนป่วย ให้รับประทานวันละ 1 ลิตร แต่ถ้าดื่มเพื่อสุขภาพเฉยๆ
สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2-3 วัน
http://navaratt.bloggoo.com/
1.4.51
“การศึกษาแผนใหม่”
เขียนโดย
GMan572
ที่
10:38
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น